Avsnitt

  • Q: เมื่อคิดฟุ้งซ่านเวลาเดินจงฺกม

    A: อานิสงส์ของการเดินจงกรม คือ สมาธิที่ได้จากการเดินตั้งอยู่ได้นาน เวลาเดินให้เรากำหนดหมายเดินไปเดินกลับ ถ้าเราคิดฟุ้งซ่านก็ดึงสติกลับมา ไม่จำเป็นต้องหยุดเดิน

     

    Q: นั่งสมาธิแล้วเกิดอาการคันตามตัว?

    A: วิธีแก้มี 2 วิธี คือ 1) ทุกขาปฏิปทา เอาจิตจดจ่อ เห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งนั้น และ 2) สุขาปฏิปทา คือ ไม่เอาใจใส่ไปในมัน เข้าสมาธิให้ลึกลงไป ทั้งนี้ การที่เราจะวางได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5 ว่าแก่กล้าหรืออ่อน

     

    Q: เมื่อเกิดมีปีติมากล้น จะปล่อยวางได้อย่างไร?

    A: ใช้วิธีสุขาปฏิปทาหรือทุกขาปฏิปทา ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เพื่อการปล่อยวางความปิติ ฝึกทำบ่อย ๆ ปิติจะดับไป

     

    Q: จำเป็นหรือไม่ที่ต้องสวดมนต์หน้าพระพุทธรูป?

    A: สามารถสวดมนต์ที่ไหนก็ได้

     

    Q: ฝึกทำสมาธิแล้วไม่ได้สมาธิ ได้แต่ความเพียร?

    A: พละ 5 คือ กำลังของคนที่ศึกษาอยู่ (เสขะ) ประกอบด้วย 1) ศรัทธา 2) หิริ 3) โอตตัปปะ 4) ความเพียร 5) ปัญญา ให้เราทำไปเรื่อย ๆ เหมือนเราทำนา เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าข้าวจะสุกวันไหน ผลผลิตได้เท่าไหร่ แต่จะมีเวลาที่เหมาะสม ตามเหตุตามปัจจัยของเขา ซึ่งคนที่ปฎิบัติธรรมในธรรมวินัยนี้ กิจที่ต้องทำมี 3 อย่าง คือ การสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง การสมาทานการปฏิบัติในสมาธิอันยิ่ง และการสมาทานการปฏิบัติในปัญญาอันยิ่ง

     

    Q: ความตายและนิพพานเป็นคนละอย่างกัน

    A: นิพพานกับความตายคนละอย่างกัน/ในนิพพาน ไม่มีความเกิด ไม่มีความตาย ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงในนิพพาน นิพพานแปลว่า ความดับ ความเย็น/ความตายมีเหตุ คือ การเกิด แต่ในนิพพานไม่มีการเกิด จึงไม่มีการตาย ต้องเข้าใจเหตุผลของความเกิด ความตาย ให้ได้ ว่าคนที่ตาย ไม่ใช่ความตายดับ แต่ความตายเกิด (อุบัติ) ขึ้น จึงตาย

     

    Q: มีธรรมะข้อใดที่ทำ ให้ไม่ฝัน

    A: ท่านให้กำหนดสติสัมปชัญญะก่อนนอนว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที และด้วยสติสัมปชัญญะ น้อมไปในการนอน ด้วยอาการอย่างนี้ว่า “เราผู้ที่นอนไปแล้ว ขออย่าให้บาปอกุลศ กรรมทั้งหลาย ติดตามเราผู้ที่นอนอยู่เลย” จะทำให้เวลาที่เรานอน ไม่ฝันร้าย ไม่ฝันเกี่ยวเนื่องด้วยกาม วิธีที่สอง การแผ่เมตตา อานิสงส์ คือ ไม่ฝันร้าย ตื่นแล้วมีความสุข

     

    Q: จำเป็นต้องฆ่าเพื่อกิน ทำอย่างไรจึงจะให้บาปน้อยลง

    A: อุปมารอยกรีดเปรียบเหมือนเจตนาที่เราทำลงไป หากเราทำด้วยเจตนาน้อย เปรียบเสมือน รอยกรีดบนน้ำ เจตนามาก เปรียบเสมือนรอยกรีดบนหิน

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: พอปฏิบัติไป ๆ กลับไม่สงสัยในนิพพานเป็นเพราะอะไร?

    A: เมื่อเรามีศรัทธา มีความมั่นใจ ความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่โลงใจคือวิจิกิจฉาจึงหายไป จิตเป็นสมาธิ สมาธิจึงเกิดขึ้นพอประมาณ คือจุดที่ไม่โลงใจหายไป แต่จุดที่เป็นคำถามที่จะถามเอาความรู้ยังมีอยู่ และเมื่อเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรม เราก็จะได้เจอคำตอบ เราจึงไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน ไม่สงสัยว่านิพพานมีจริงไหม นิพพานไปยังไง แม้ว่าตัวเองจะไปยังไม่ถึง

     

    Q: ผู้ที่เป็นโสดาปัตติมรรคย่อมไม่ทำให้ศรัทธาของใครตกไปใช่หรือไม่?

    A: บางคนเพียงพอเพื่อตนเองแต่ไม่เพียงพอเพื่อคนอื่น บางคนเพียงพอเพื่อคนอื่นแต่ไม่เพียงพอเพื่อตนเอง บางคนเพียงพอทั้งสองส่วน การที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น ก็คือการพูดให้จิตใจผู้ฟัง มีความอาจหาญร่าเริงในธรรม รู้ว่าสิ่งไหนควรกล่าว สิ่งไหนไม่ควรกล่าว สิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น

     

    Q: ท่านที่ฟังธรรมเป็นประจำสามารถจัดเป็นอริยบุคคลขั้นต้นได้หรือไม่?

    A : ท่านได้กล่าวไว้ถึงอริยบุคคล 4 คู่ 8 จำพวก, “มรรค” คือ ยังไม่บรรลุยังเดินตามทางอยู่, “ผล” คือ บรรลุแล้ว, “โสดาปฎิมรรค” เป็นผู้ล่วงพ้นปุถุชนภูมิเข้าสู่สัปปุริสภูมิ เข้าสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งมรรคนั้นเสื่อมได้ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย ว่าขณะนั้นสามารถรักษาเหตุปัจจัยไว้ได้หรือไม่ และหากหลุดจากโสดาปัตติมรรคนี้ ก็จะเป็นปุถุชนธรรมดา ซึ่งแบ่งได้ 2 จำพวก คือ ปุถุชนผู้มีศีลและปุถุชนที่เป็นคนบาป คือไม่รักษาศีล

     

    Q: อริยบุคคลจะมีติดแอบสายมูได้หรือไม่?

    A: มูหรือไม่อยู่ที่การตั้งจิต แม้การกระทำเหมือนกัน อย่างเดียวกัน แบบเดียวกัน แต่หากตั้งจิตไว้โดยไม่สร้างเหตุ ไม่ได้เอาผลจริงจัง ไม่ได้เป็นไปเพื่อนิพพาน เช่น ขอให้รวย ขอให้ถูกหวย นี่เป็นลักษณะของสีลัพพตปรามาส แต่หากเราตั้งจิตไว้บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นเทวตาพลี ท่านให้ทำได้ บูชาด้วยศรัทธาเป็นที่ตั้งจึงบูชา เราจึงควรตั้งจิตให้ถูก

     

    Q: แล้วถ้าขอพรไปด้วยทำเหตุปัจจัยไปด้วยจะได้หรือไม่?

    A: การขอด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ขอด้วยสัมมาทิฏฐิขอได้ ไม่ใช่ขอแบบอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่สร้างเหตุ แต่เราตั้งจิตอธิษฐานสร้างเหตุ แล้วผลจึงจะสำเร็จขึ้นได้ เช่น เราทำความดี มีการให้ทานเป็นต้น แล้วเราก็หวังจะบรรลุธรรม เราก็อธิษฐานได้ว่า “ด้วยเหตุแห่งการรักษาศีลภาวนา ขอนิพพานจงสำเร็จ”

     

    Q: จากข่าวที่มีผู้พิการเสียแขนมาบวชพระนั้นผิดพระวินัยหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าผู้ที่จะบวชได้ต้องมีอาการครบ 32

    A: พุทธบัญญัติ เกี่ยวกับบุคคลที่จะบวชได้หรือไม่ คือ มีโรคติดต่อร้ายแรงหรืออวัยะบกพร่อง บิดามารดาไม่อนุญาต มีหนี้สินหรือต้องโทษทางอาญา ทั้งนี้ การทำความดีสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การบวชอย่างเดียว

     

    Q: จากคำว่า “สละสิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่ตนรัก” อยากทราบว่าในภาษาบาลีเป็นอย่างใด มีการเปรียบเทียบยิ่งกว่าหรือไม่?

     

    A: ไม่มี เพราะในคำสอนท่านให้ละฉันทะ ละความพอใจ ท่านไม่ใช้คำว่ารักหรือรักกว่า แต่จะใช้คำว่าความสุข ความสุขที่ปราณีตกว่า หรือใช้คำว่าการไม่รู้จักอิ่มจักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Saknas det avsnitt?

    Klicka här för att uppdatera flödet manuellt.

  • Q: ปัจจัยกับบุญ

    A: เรื่องปัจจัยกับบุญไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงิน ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากแล้วจึงจะให้ทานได้ มีเงินน้อยก็ให้ได้ ดูที่ 4 หน้าที่ในการใช้จ่ายทรัพย์เป็นหลัก แล้วเราจะไม่ตกเป็นทาสของเงิน ระลึกถึงทานนั้นใจจะเป็นสุข


    Q: เพศกับการเข้าวัด

    A: ความสนใจน่าจะเท่ากัน แต่การกระทำได้อาจจะไม่เท่ากัน ไม่ควรสนใจที่เพศ ให้สนใจในปฏิปทา


    Q: ความเพียรกับสมาธิ

    A: ต้องมีกัลยาณมิตร และศรัทธา ทำสมาธิแล้วควรหวังผล 4 อย่าง เห็นว่าสมาธินี้มีประโยชน์มากกว่าความสุขทางโลก ศรัทธาความมั่นใจว่าทำแล้วได้ผล 4 อย่างแน่นอน จะเป็นกำลังให้ความเพียรให้เดินมารอย คือ มรรค 8 นี้ได้

     

    Q: มารผู้ล้างผลาญความดี

     

    A: มาร หมายถึง ล้างผลาญความดี ความดีถูกทำให้สิ้นลง มีหลายประเภท ที่เน้น คือ กิเลสมารที่อยู่ในใจเรา เอาชนะได้ด้วยมรรค 8, เวร คือ การผูกเวร ผูกโกรธ ประทุษร้ายกัน เจ้ากรรมนายเวรไม่มีในพุทธพจน์ จะละเวรได้ก็ด้วยการไม่ผูกเวร เอากุศลธรรมใส่ลงไปความดีจะปรากฏขึ้นแทน เอาชนะมารได้ เมื่อไม่มีตัณหาความทุกข์นั้นจะทำอะไรเราไม่ได้เลย

     

    Q: ชั้นของสมาธิ

    A: โดยพุทธพจน์มี 9 ขั้น ตามวิสุทธิมรรคแบ่งเป็น 3 คือ ขณิก อุปจาร และอัปปนา ความละเอียดไปตามขั้นตอนจะเห็นได้ก็ด้วยสติและปัญญา เป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตน

     

    Q: ทรงญาณ

    A:โดยพุทธพจน์ไม่มี แต่ญาณมีอยู่ ญาณหมายถึงปัญญา การทรงญาณถ้าหมายความว่าทรงอยู่ในญาณได้ตลอดเวลานั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้มีตลอดเวลา

     

    Q: สมาธิก่อนตาย

    A: เราควรมีสมาธิตลอดเวลา เพราะความตายมาได้ทุกเมื่อ โดยกำหนดว่าคืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายไม่ลุกขึ้นมาอีก จะไม่เป็นผู้หลับใหล

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q:การนั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?

    A : "มิจฉาสมาธิ" เริ่มจากการมีมิจฉาสติ คือการที่จิตไปจดจ่อระลึกถึงแต่เรื่องไม่ดี คิดเบียดเบียนผู้อื่น แล้วเกิดความรู้สึกสะใจหรือพึงพอใจแบบผิด ๆ จนจิตรวมเป็นสมาธิในทางอกุศล ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ "สัมมาสมาธิ" ที่เกิดจากการระลึกถึงสิ่งดีงาม จนจิตใจสงบและอิ่มเอิบ ผู้ที่หลงไปในทางมิจฉาสมาธิจะยิ่งเดินออกห่างจากนิพพานและตกเป็นทาสในห่วงโซ่อำนาจของมาร ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เจริญสัมมาสมาธิ ตามหลักทางสายกลาง ซึ่งเป็นหนทางแห่งการพึ่งพาตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้ใด และเป็นเส้นทางอันปลอดภัยที่มารไม่สามารถมองเห็นหรือเข้ามาครอบงำเราได้

     

    Q:การตั้งใจนั่งสมาธิแล้วกลายเป็นมิจฉาสมาธิมีหรือไม่?

    A : มี/ เป็นพวกองค์กร ที่มีวิธีการฝึกในแบบของเขา มีพิธีกรรมเฉพาะ พวกนี้เป็นวิชามารอย่าไปฝึก

     

    Q: ผู้นำควรมีลักษณะอย่างไร?

    A : ตามหลักธรรม ลักษณะของผู้นำสามารถแบ่งได้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่

    1) การเป็นแบบอย่างที่ดี คือมีคุณธรรมในสิ่งที่ผู้อื่นขาดแคลน เช่น มีความมั่นใจในยามที่ผู้อื่นลังเล เสียสละเมื่อผู้อื่นเห็นแก่ได้

    2) การมีพรหมวิหาร 4 คือ ต้องมีเมตตาและกรุณาควบคู่ไปกับอุเบกขา รู้ว่าเรื่องใดควรช่วยเหลือ เรื่องใดต้องเด็ดขาด และรู้จักปล่อยวางโดยไม่จำเป็นต้องจับผิดในทุกเรื่อง

    3) การใช้หลักสังคหวัตถุ4 คือ รู้จักสงเคราะห์ผู้คนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

     

    Q: รู้สึกจัดการกับปัญหาในชีวิตได้ดีขึ้นจากการฟังนิทานพรรณา

    A: ท่านผู้ถามใช้ธรรมเป็นเครื่องมือ ทำให้ปล่อยวางได้ดี จากการฟังธรรมแล้วได้ประโยชน์ ตัวเองไม่เบียดเบียนตัวเอง คนอื่นก็ได้ประโยชน์

     

    Q: ธรรมะสำหรับผู้ที่หลอกลวงและผู้ที่โดนหลอก

    A: สำหรับผู้หลอกลวง ที่ทำชั่วโดยไม่รู้สึกผิดนั้น ยากที่จะรับฟังคำสอน แต่หากเป็นการถูกบังคับให้ทำ ก็ต้องตระหนักว่าผลกรรมย่อมตกอยู่กับผู้กระทำเสมอ, ในส่วนของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ควรเปลี่ยนความสูญเสียทั้งทรัพย์สินภายนอกและบาดแผลในใจให้เป็นบทเรียน เพื่อทบทวนตนเอง เพราะเมื่อใดที่ยอมรับความจริงและปล่อยวางได้ ความสูญเสียและเจ็บปวดทั้งหมดก็จะแปรเปลี่ยนเป็นปัญญาในที่สุด

     

    Q: ขอทราบวิธีแก้ไขเมื่อคิดวนไปวนมา

    A: ให้ใช้สติ (สติปัฏฐาน 4) และความเพียร (สัมมัปปธาน 4) เป็นตัวบ่มอินทรีย์ 5 ของเรา ให้สติเรามีพลัง พอสติเรามีพลัง ก็จะทำให้เราสามารถสลัดความคิดและปล่อยวางได้รวดเร็วขึ้น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: เหตุใดพระภิกษุต้องใช้ผ้าย้อมน้ำฝาด?

    A: เพื่อเป็น "ทางสายกลาง" ที่เรียบง่ายและต่างจากคฤหัสถ์ โดยผ้าผืนใหญ่สามารถใช้ประโยชน์อเนกประสงค์ได้ทั้งนุ่ง ห่ม และปูนอน ส่วนการย้อมน้ำฝาดธรรมชาติช่วยให้สีไม่ฉูดฉาดและดูแลรักษาง่าย เพื่อตัดความกังวลเรื่องรูปลักษณ์และให้พระภิกษุโฟกัสกับการปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่

     

    Q: วิธีแก้ไขจิตที่ผูกโกรธ

    A: ต้องตระหนักรู้ด้วยปัญญาว่า "ความโกรธเกิดจากภายในใจเราเอง ไม่ใช่เพราะคนอื่น" เปรียบเหมือนสนิมที่ผุดขึ้นมากัดกินเนื้อเหล็กจากข้างใน การผูกโกรธคือการเอาไฟเผาตัวเองเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรพิษที่ต้องรีบถอนลูกศรออกทันทีเพื่อรักษาชีวิต ไม่ใช่มัวไปสืบหาตัวคนยิง โดยให้ใช้ "กรุณา" เจริญสติหยุดใจในจังหวะที่จะคิดแก้แค้น แล้วแผ่ความปรารถนาดีให้เขาพ้นทุกข์เพื่อคืนความสงบให้ใจตนเอง

     

    Q: แก้ความกลัวได้อย่างไร?

    A: ความกลัว แบ่งเป็น “ความกลัวแบบสมเหตุสมผล” ความกลัวแบบนี้ แก้ได้ด้วยการกล้ายอมรับผิด กล้ายอมรับความจริง การกระทำแบบนี้ แม้ความกลัวจะไม่ได้ลดลง แต่เราต้องยอมรับความจริง เราจึงจะหายจากความกลัวได้ “ความกลัวไม่สมเหตุสมผล” เช่น กลัวความมืด, โรค phobia พวกนี้เป็นความกลัวที่เป็นอกุศล ให้เราตั้งสติพิจารณาใคร่ครวญไปในอริยสัจสี่ พอเราเข้าใจความกลัว เราจะเห็นจะถอนจากมันได้ แล้วเราก็จะไม่เพลินไปในมัน ความกลัวนั้นก็จะหายไป

     

    Q : หากพิจารณาว่าใครทำกรรมใดไว้ก็จะได้รับกรรมนั้นจะช่วยลดความโกรธได้หรือไม่ หรือควรวางจิตอย่างไร?

    A: ให้เราอุเบกขาควบคู่ไปกับการแผ่เมตตากรุณาสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตนใครทำกรรมดีไว้ก็ตามใครทำกรรมชั่วไว้ก็ตามจะได้รับผลของกรรมนั้น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: ธรรมะเยียวยารักษาผู้ป่วยซึมเศร้าได้อย่างไร?

    A: โรคซึมเศร้าเกิดจากการหมกมุ่นในความทุกข์และยึดติดตัวตน การเยียวยาต้องใช้สัมมาสติ อย่าให้กำลังกับเรื่องที่ทำให้เราทุกข์ใจ และใช้ปัญญาในการพิจารณา เห็นว่าเราไม่ใช่ตัวตน เห็นด้วยความเป็นอนัตตา เพื่อดับความทุกข์ที่ต้นเหตุ

     

    Q: เมื่อเราเมตตากรุณาจนเป็นทุกข์ ควรแก้ไขอย่างไร?

    A: ความกรุณาเป็นสิ่งดี แต่หากมีมากเกินไปจนกลายเป็นความเศร้าโศกถือว่าเป็นอกุศลและสุดโต่งเกินไป ควรแก้ไขด้วยการมีสติสัมปชัญญะและใช้ “อุเบกขา” คอยกำกับเพื่อให้จิตกลับมาตั้งมั่นและรักษาจิตเราให้พอดีได้

     

    Q: การเข้าสมาธิต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดหรือไม่?

    A: การตกภวังค์เกิดจากสมาธิมีกำลังมากกว่าสติ จนตกอยู่ในความง่วงซึม (ถีนมิทธะ) ให้มองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนา โดยปรับสมดุลด้วยการเจริญวิปัสสนาเพิ่มขึ้น เพื่อดึงสติให้กลับมามีกำลังเสมอกับสมาธิ

     

    Q: การพิจารณาควรทำอย่างไร?

    A: ดูจากคิวคือเครื่องหมาย หากวิปัสสนาแล้วฟุ้งซ่านให้กลับมาทำสมถะ หากทำสมถะแล้วง่วงให้กลับไปวิปัสสนา แต่ถ้าจิตคลายลง ละเอียดลง สงบเย็นเอง ก็ให้ประคองความนิ่งนั้นไว้ให้ดี แล้วเราจะกลับมาพิจารณาอีกก็ได้ ค่อย ๆ ทำไปจนมันพอดี อาสวะสิ้นก็จะปล่อยวางได้หมด

     

    Q: การนั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?

    A: คือการมีสมาธิจดจ่อเพื่อนำไปทำสิ่งไม่ดี เช่น ขโมยของ ปล้นธนาคาร หรือทำสมาธิโดยมีความเห็นผิด เราจะไม่ให้มีมิจฉาสมาธิ เราต้องมีศีล มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิที่แวดล้อมไปด้วยมรรคอีก 7 ประการ เมื่อเราเข้าใจถูกต้อง เราจะหลุดพ้นได้

     

    Q: ภิกษุสรงน้ำได้วันละกี่ครั้ง ถวายแป้งเย็นเพื่อคลายร้อนได้หรือไม่?

    A: สรงน้ำได้ตามความเหมาะสม แป้งเย็นต้องพิจารณาก่อนจะทา หากทาเพื่อที่ระงับเวทนา ก็สามารถทาได้

     

    Q: ทำบุญให้คนที่รักเป็นการหวังผลหรือไม่?

    A: ไม่ผิดและเป็นหน้าที่ที่ควรทำ การทำดีย่อมได้ผลดีเสมอ การสร้างเหตุที่ดีอย่างแยบคายย่อมส่งผลลัพธ์ที่ดีงามตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งดีกว่าการไม่ลงมือทำความดีอะไรเลย


    Q: เทวดาประจำตัวมีจริงหรือไม่?

    A: ไม่ใช่ทุกคนจะมีเทวดาคุ้มครอง เทวดาจะมาอนุโมทนาและอยู่ปกปักรักษาเฉพาะผู้ที่หมั่นทำบุญทำความดีเท่านั้น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: ศีลห้าไม่ครบจะทำฌานได้หรือไม่ จะเข้าถึงธรรมได้หรือไม่?

    A: สมาธิ คือ พละกำลังของจิต เมื่อศีลไม่ครบ จะมีความร้อนใจ ดังนั้นสมาธิ/ฌานอาจจะทำได้บ้างแต่ไม่เต็ม และไม่สามารถละกิเลสได้

     

    Q: ทำอย่างไรให้ลูกสาวพูดความจริงกับพ่อ?

    A: พ่อแม่ต้องมีจิตใจนุ่มนวลด้วยพรหมวิหาร 4 มีเวลาให้กัน สอนลูกให้ตั้งอยู่ในความดี และดูแลไม่ให้เงื่อนไขทางกามมาบีบคั้นการใช้ชีวิตของลูก

     

    Q: กรรมที่ทำในชาตินี้ทำไมจึงไม่ให้ผลในชาตินี้?

    A: การให้ผลของกรรมมีหลายระดับและเป็นอจินไตย ขอเพียงเชื่อมั่นว่ากรรมทุกอย่างย่อมส่งผลตามเหตุปัจจัยอย่างแน่นอน และจงตั้งมั่นดำรงตนในการทำกรรมดีต่อไป

     

    Q: การฆ่าเพื่อป้องกันตัวนั้นบาปหรือไม่?

    A: การฆ่าทุกชนิดถือว่าเป็นบาป แต่การผิดศีลและระดับความหนักเบาของบาปนั้นให้ประเมินที่เจตนาเป็นสำคัญ การฆ่าเพื่อป้องกันตัวจึงมีบาป ลดหลั่นไปตามเจตนานั้น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: อริยบุคคลต้องบรรลุอรหันต์ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ เท่านั้น จริงหรือไม่?

    A: พิจารณาจาก “มนุษย์โลก” จะไม่ข้ามสมัยของพระพุทธเจ้าคือคำสอน เมื่อคำสอนหมดไป พระธาตุอันตรธานหายไป จะเข้าสู่ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า ก็จะมีเวลาที่ให้พระพุทธเจ้าองค์ต่อมาได้อุบัติขึ้น, หากพิจารณาจาก “พรหมโลก”อนาคามีชั้นสุทธาวาสนั้นมีอายุขัยยืนยาวมาก อยู่ข้ามยุคสมัยของพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ได้

     

    Q: คำสอนในแต่ละพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนเดียวกันหรือไม่?

    A: สิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้คือสิ่งเดียวกัน

     

    Q: อนาคามีจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน พอได้ฟังธรรมขององค์พระพุทธเจ้าถัดมา มีสิทธิบรรลุธรรมต่อหรือไม่?

    A: พระอนาคามีท่านพร้อมที่จะบรรลุอรหันต์อยู่แล้วและการที่ได้ฟังธรรม ก็อาจจะทำให้ท่านบรรลุธรรมได้เร็วขึ้น

     

    Q: คนที่ฟังธรรมอยู่เป็นประจำถือว่ามีเหตุมาจากกาลก่อนหรือไม่?

    A: อานิสงส์ของการฟังธรรม เมื่อเขาเกิดเป็นเทวดา แล้วเขาได้ฟังธรรม เขาจะระลึกธรรมได้ เป็นที่มาของคำว่าบุคคลเหล่านี้เคยสร้างบารมีมาก่อน ชาตินี้จะมีการฟังธรรมปฏิบัติธรรมต่อไปอีก

     

    Q: ไม่ไปปฏิบัติธรรมในคอร์ส แต่ทำเองที่บ้านได้หรือไม่ มีผลต่างกันอย่างไร?

    A: การปฏิบัติธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ สามารถทำที่ไหนก็ได้ ทำได้ในทุกอิริยาบถ ทำได้ทุกวัน ที่สำคัญคือนำธรรมมาใช้ นำมาทำ นำมาปฏิบัติ ทำอย่างต่อเนื่องจะพัฒนาขึ้นได้

     

    Q: อริยบุคคลในสมัยพุทธกาลพาตนให้รอดพ้นจากภัยสงครามได้อย่างไร และการนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน?

    A: ท่านได้เคยเตือนไว้ถึงภัยในอนาคต เมื่อมีสงคราม ที่ไหนปลอดภัย อาหารหาง่าย คนก็จะมาอยู่ มีการคลุกคลีกัน ให้เราฝึกสติ สมาธิ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล และพละ 4 ประการ เพื่อที่ยามที่โลกไม่ผาสุก เราจะยังเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้

     

    Q: นั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?

    A: ยกตัวอย่าง คนที่ปล้นธนาคาร เขาก็จะมีมิจฉาสมาธิ “มิจฉา” หมายถึงกิเลสเพิ่ม “สัมมา” หมายถึงกิเลสลด

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: จิตกับใจต่างกันอย่างไร?

    A: จิตกับใจเหมือนกัน คือเป็นนามเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ทำหน้าที่คนละอย่างกัน

     

    Q: อยากให้จัดรายการต่อไป ความอยากนี้จัดเป็นกิเลสหรือไม่?

    A: ต้องแยกแยะว่าเป็นความอยากแบบไหน ไม่ใช่ว่าความอยากทุกอย่างนั้นเป็นตัณหาเป็นกิเลสทั้งหมด ถ้าเป็นความอยากที่เป็นตัณหาเป็นสมุทัย จะต้องประกอบด้วย 3 อย่าง คือ 1) ยินดีในทางกาม 2) เป็นไปด้วยความเกิดใหม่คือความเป็นสภาวะ 3) เป็นไปด้วยความกำหนัดเพลิดเพลิน ถ้าไม่ได้เป็นไปด้วย 3 อย่างนี้ เป็นความเพียร คือกุศลเพิ่มขึ้น อกุศลลดลง

     

    Q: เราไปวัดกันทำไม และการสมาทานศีลควรทำที่ใด?

    A: คนโบราณมีกุศโลบาย คือไปวัดเพื่อพบเห็นสมณะ ได้กราบไหว้ ได้รับศีล ได้ฟังธรรม ได้ถวายทาน ครบในข้อของ “อุบาสกรัตนะ” ส่วนการสมาทานศีลนั้น อยู่ที่เราตั้งจิตและทำด้วยความเป็นปกติ

     

    Q: ขอคำอธิบายเกี่ยวกับสวรรค์และพรหม?

    A: สวรรค์มีแค่ 6 ชั้น สูงขึ้นไปคือชั้นพรหม แบ่งเป็น รูปพรหมและอรูปพรหม นอกจากนี้หากแบ่งตามเวทนา “สวรรค์และพรหมโลก” จะมีสุขมากทุกข์น้อย “นรก” จะมีทุกข์มากสุขน้อย “มนุษย์” จะมีสุขทุกข์พอ ๆ กัน หากแบ่งตามสภาวะความเป็นอยู่ “กามภพ” จะยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม ได้แก่ นรกไปจนถึงสวรรค์ชั้น 6 “รูปภพ” คือ รูปพรหม ไม่มีกามมีแต่รูป, “อรูปภพ” คือ สภาวะที่ไม่มีรูปมีแต่ใจ สื่อสารไม่ได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: คุณพ่อเสียชีวิตขณะหลับ คนปลุกขณะนั้นจะบาปหรือไม่?

    A: เกณฑ์ที่ท่านให้ไว้คือเจตนา เรามีเจตนาดูแลท่าน ไม่ได้มีเจตนาอื่น ในการที่เราดูแลท่าน จนวาะสุดท้ายในอ้อมกอดเรา นั่นถือว่าเป็นบุญอย่างที่สุดแล้ว ให้สบายใจได้

     

    Q: เมื่อยังมีชีวิต ทำความดีไว้มากแต่จบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย จะมีที่ไปเป็นเช่นไร?

    A: พิจารณาเป็น 3 ประเด็น คือ “การฆ่าตัวตาย” การฆ่าตัวตายจะบอกว่าไปไม่ดีทั้งหมดเลยไม่ได้ เพราะในสมัยพุทธกาล มีกรณีที่พระท่านฆ่าตัวตาย ที่ไม่ก่อนไม่หลังการตายท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เป็นการตายที่ไม่น่าติเตียน, “จิตสุดท้ายก่อนตาย” หากจิตสุดท้ายไปข้องอยู่กับอะไร ก็มีแนวโน้มที่จะไปอย่างนั้น, “ที่ไป” ไปตามบุญกับบาปที่เราทำ บุญกับบาปจะหักลบกลบกันไม่ได้ แต่อาจจะช่วยเหลือสนับสนุนหรือหักล้างกันในบางกรณี สิ่งที่ผู้เป็นเพื่อนหรือญาติควรทำคือทำบุญอุทิศให้เขา  

     

    Q: ทำบุญและอุทิศให้แด่ผู้ที่ฆ่าตัวตาย วิธีไหนได้ผลเร็ว

    A: “การให้ทาน” คือการใช้สิ่งของภายนอก โดยเฉพาะเจาะจงให้กับบุคคลนั้น ใส่ชื่อเขาในการทำทานนั้น, “การรักษาศีลภาวนา” คือ เรารักษาศีล ภาวนาทำสมาธิ แล้วอุทิศให้เขา, “การแผ่เมตตา” แผ่เมตตาออกไปโดยเอาตัวเขาเป็นอารมณ์ ส่งผ่านตัวเขาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งสามอย่างนี้ให้ผลแตกต่างกัน เราควรทำให้ครบทุกด้าน

     

    Q: ปิยวาจาไม่จำเป็นต้องพูดความจริง ใช่หรือไม่?

    A: ปิยวาจาหนึ่งในคุณธรรมของสังคหวัตถุ 4 คือธรรมะที่จะทำให้เกิดความสงเคราะห์กัน การพูดความจริงถ้ามันไม่เป็นปิยวาจา เราก็ไม่ควรพูด การที่เราไม่ได้พูดความจริงไม่ใช่ว่าโกหก แต่เรายังไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงกับเขาในตอนนั้น ซึ่งเขาอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับฟัง ให้เราหาโอกาสที่เหมาะสม ทั้งนี้ ปิยวาจายังรวมในส่วนของสัมมาวาจาด้วย คือไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดให้เขาสะเทือนใจ ไม่พูดให้เขาเสื่อมศรัทธา และยังมีสังคหวัตถุ 4 คืออัตถจริยา เป็นการชี้ว่าทำแบบนี้จะดี ก็จะเป็นการให้เขาตั้งอยู่ในศีล ศรัทธา ประพฤติประโยชน์ได้

     

    Q: เมื่อไม่อยากผสมโรงไปกับความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร?

    A: ให้ดูว่าอยู่ในสถานะไหน ให้พิจารณาว่าจิตคนนั้นเขาจะรับได้ไหม ขัดเคืองไหม หากพิจารณาแล้วว่าพูดแล้วเขาจะเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าเราจะลำบากก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ให้บอกเขา แต่หากพิจารณาแล้วว่าพูดแล้วเขาก็จะขัดเคือง ไม่เปลี่ยนแปลง เราก็จะลำบาก ท่านให้อุเบกขา ให้เรานิ่ง ๆ อย่าไปขัดเคืองเขา

                                                                  

    Q: ธรรมะข้อใดสามารถนำมาปรับใช้ได้ในผู้ที่ป่วยซึมเศร้า?

    A: จิตเมื่อตริตรึกไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราไม่ตริตรึกไปในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง ให้เราพาตัวเองไปออกกำลังกาย ไปหาเพื่อน พาตัวเองออกจากจุดนั้น ไปทำอย่างอื่น พอเราไม่คิดถึงสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลังลง หรือฝึกสติ พิจารณาว่าความเสียใจมันไม่ได้มีอยู่ตลอด ให้เห็นว่าความเศร้ามีมาแต่มันก็มีดับไป พอเห็นตรงนี้บ่อย ๆ เราก็จะแยกแยะและออกจากความคิดนั้นได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q : กามตัณหาคืออะไร ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วเราจะระงับได้อย่างไร?

    A : ในการที่เราจะระงับจิตใจ ไม่ไปตามกามตัณหา คือเราต้องเห็นโทษของมัน ในกรณีพระสงฆ์ ท่านยกอุปมาดังนกแร้ง ที่คาบเนื้อมาแล้วมีนกตัวอื่นมาแย่งไป การภาวนาเช่นนี้จะช่วยได้ ส่วนกรณีฆราวาสผู้ครองเรือน ท่านให้เรารักษาศีล 5 ด้วยศรัทธา ให้มีหิริโอตับปะ มีความเพียร

     

    Q : เมื่อประสบเหตุร้าย ๆ ในชีวิต แล้วเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา จะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้ใจของเราไม่ทุกข์ไปตามสิ่งร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น?

    A : เราต้องทำปัญญาให้เกิด แล้วใช้ปัญญามาเป็นตัวตัดระหว่างตัณหาและอวิชชา โดยแนวทางที่จะทำให้เราเกิดปัญญาได้ ท่านอธิบายถึง “โลกธรรม 8” ว่าในขณะที่เรามีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสิ่งนั้น เราไม่ควรจะไปยึดถือมัน ในขณะที่เสื่อมลาภ ยศ ทุกข์ ก็ให้เห็นว่ามันเป็นธรรมดา คือมันมีความเกิดขึ้น-ดับไป เป็นธรรมดา เช่นนี้แล้ววิชชาและความรู้จะเกิด อวิชชาจะดับ

     

    Q : เมื่อเปิดเทปธรรมะให้ผู้ป่วยอาการหนักฟัง แล้วเขามีจิตใจสงบ จะสามารถไปสู่สุคติสัมปรายภพได้หรือไม่?

    A : ได้แน่นอน อานิสงส์ของการฟังธรรมก่อนตาย คือจะทำให้ตรัสรู้ธรรมในปัจจุบันไม่ก่อนหรือไม่หลังจากการตายนั้น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: ธรรมะสำหรับรับมือช่วงภัยสงคราม

    A: ถ้าเรากังวลใจ เครียด วุ่นวาย ไม่สงบ ไปตามผัสสะที่ผ่านเข้ามา เราจะอยู่ไม่ผาสุกเราจะทุกข์ หากเรามีเงื่อนไขของความสุขมาก เราจะทุกข์มาก เราจึงต้องฝึกสติ ใช้ปัญญา แยกแยะสุขเวทนา ทุกขเวทนา ผัสสะ ว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน ไม่ไปตามผัสสะที่เข้ามากระทบ ไม่ไปตามสิ่งที่เป็นอกุศล เราจะสามารถอยู่ผาสุกในทุกขเวทนาได้ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าทุกข์มันหายไป แต่เราอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ คือเราจะอยู่ผาสุกได้

     

    Q: เครื่องเบาใจสี่ประการเพื่อความผาสุก

    A: ท่านได้ให้ “เครื่องเบาใจ” เอาไว้ สิ่งที่ถ้าเราคิดถึงระลึกถึง ทำอย่างถูกต้องแล้ว เราจะเบาใจสบายใจได้ผาสุกได้ นั่นคือ

    1) การระลึกถึง “พระพุทธเจ้า” คือ ระลึกถึงการตรัสรู้ของท่าน “พระธรรม” คือ ธรรมะที่อยู่ในใจของเรา นำมาปฏิบัติแล้วเกิดผล “พระสงฆ์” คือ ระลึกถึงเหล่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

    2) การระลึกถึงศีล คือศีล 5 อันเป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

    3) การระลึกถึงการให้ทานการบริจาค

    4) การระลึกถึงเทวดา

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: นิโรธคือนิพพานใช่หรือไม่

    A : นิโรธคือความดับ อริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง ในปฏิจจสมุปบาทท่านแบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ ในส่วนของการเกิดคือทุกข์กับสมุทัย และส่วนของการดับคือนิโรธกับมรรค นิพพานในนิโรธเป็นนิพพานที่อาศัยเหตุอาศัยปัจจัย นั่นคือมรรค ถ้าเหตุปัจจัยดับ ความดับนั้นความพ้นนั้นสภาวะนั้นก็หมดไป ยังกลับกำเริบได้ หรือที่เรียกว่านิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ แต่เมื่อใดที่ทำไป ๆ จะมีนิพพานชนิดที่ไม่กลับกำเริบ เป็นความพ้นที่มีนิพพานเป็นที่ไปสู่ นิพพานที่เหนือเหตุเหนือปัจจัย

     

    Q: สังโยชน์เพื่ออุบติหรือภพ?

    A : “อุบัติ” คือ การเกิด, “ภพ” คือ ความเป็นสภาวะ สังโยชน์อันเดียวกัน อยู่ที่ว่ามองจากมุมของการเกิด หรือมองจากภพที่ไปเกิด 

     

    Q: การทำโกฏิธาตุในทะเลพร้อมติดปะการัง

    A : เมื่อตายไปแล้วก็เป็นเรื่องของคนเป็น ร่างก็เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่าหาประโยชน์ไม่ได้ ที่ควรทำคือทำความดีก่อนตาย ความไม่ประมาทคือการทำกาย วาจา ใจให้เป็นสุจริต อันนี้จะเป็นหลักประกันได้

     

    Q: การบริจาคร่างกายดีหรือไม่?

    A : ดีแน่นอน

     

    Q: เคยเป็นคนผิดศีล จะตั้งจิตใหม่ควรทำอย่างไร

    A : ความสัมพันธ์ชู้สาว เป็นหนึ่งในสามสิ่งที่เมื่อปิดบังแล้วความชั่วจะเจริญ แต่ถ้าเปิดเผยออกมาความชั่วจะถูกลดทอนลง ความดีจะเพิ่มขึ้น การที่เปิดเผยนั่นคือ การมีหิริโอตัปปะแล้ว ผิดศีลจึงทำให้ร้อนใจหรือการติเตียนคนก็ทำให้ศีล 7 ในข้อสัมมาวาจาบกพร่อง ทำให้การนั่งสมาธิจึงเป็นไปได้ยาก การตั้งสรณะใหม่จะช่วยได้ การเปิดเผยเป็นความดี แต่ต้องไม่ใช่การโฆษณา ต้องลงมือทำจริงทางกายวาจาใจ ส่วนการดลใจหรือเชิญชวนมีอิทธิพลมากน้อยไม่เท่ากัน เขาแค่กระซิบ แต่คนลงมือทำจริงคือตัวเรา เมื่อตกลงทำดีจะเจอแบบทดสอบในแต่ละขั้นที่แตกต่างกันไป

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: ทำอย่างไรจึงจะมีสติกำกับในทุกความคิดในทุกอิริยาบถ?

    A : การที่จะทำให้มีสติอยู่ทุกขณะนั้น เป็นทักษะที่ฝึกได้ ยิ่งฝึกยิ่งดี โดยท่านให้เครื่องมือเอาไว้คือ “อนุสติ10” และสิ่งที่จะสนับสนุนให้เรามีสติ คือศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ การรู้ประมาณในการบริโภค การอยู่หลีกเร้น การเป็นผู้อยู่ง่ายกินง่ายสันโดษ การประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ทั้งหมดนี้เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ จะทำให้เรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ

     

    Q: สอบถามเรื่องคอร์สปฏิบัติธรรม?

    A : สถานที่ “วัดภูทอก จ.บึงกาฬ” วันที่ 28 พ.ย. 69 - 6 ธ.ค. 69 สมัครได้ที่ www.panya.org

    สอนสมาธิ เพื่อสติสัมปชัญญะ, เพื่อความสุข/สมาธิกีฬา และเพื่อความสิ้นอาสวะ / สถานที่ “มูลนิธิอาศรมมาตา” อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วันที่ 1 พ.ค. 69 - 7 พ.ค. 69 สมัครได้ที่ https://ashrammata.org/25690501-ven-aj-maha-phaibun/ เน้นเรื่องสมาธิกีฬาและการเจริญพรหมวิหาร 4

     

    Q: บางครั้งเราก็โง่บางครั้งเราก็ฉลาด จะมีปัญญารับมือในแต่ละสถานการณ์อย่างไร?

    A : ในตัวเรามีกิเลสอยู่แล้ว ให้เราฝึกสติในการรับมือ สติจะเป็นตัวกำหนด หากสมาธิมากเกินไปก็จะเกียจคร้าน หากความเพียรมากเกินไปก็จะฟุ้งซ่าน หากปัญญามากเกินไปก็จะยกตนข่มท่าน หากศรัทธามากเกินไปก็จะเป็นงมงายลุ่มหลง เราจึงต้องใช้สติเป็นตัวปรับ

     

    Q: ถ้าตั้งจิตไว้ว่าเมื่อป่วยหนักไม่ต้องรักษา แบบนี้จัดเป็นสัมมาหรือมิจฉาทิฏฐิ?

    A : การตั้งจิตไว้แบบนี้เป็นสัมมาทิฐิ เป็นการเตรียมกาย แต่เราก็ต้องเตรียมใจด้วย ซึ่งสำคัญมาก อะไรที่เราต้องทำให้ถึง ทำให้แจ้ง ทำให้บรรลุ คือ เราต้องเจริญกุศลธรรม เตรียมสติ สมาธิ ปิติ และอุเบกขาไว้ให้พร้อม เพื่อที่เวลาเราป่วยหนักแล้ว จิตใจของเราจะยังคงตั้งมั่นและอยู่อย่างผาสุกได้

     

    Q: ขอทราบหลักธรรมเมื่อครอบครัวมีปัญหาทางความสัมพันธ์?

    A : ใช้หลักพรหมวิหาร 4 เจริญเมตตา มุทิตา กรุณา และอุเบกขา ทั้งทางกาย วาจา และใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จะได้ผล

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: ทำยังไงให้เลิกแฟนจ้าชู้ได้?

    A : ให้เรามีสตมีปัญญาเห็นเป็นของไม่เที่ยง เห็นเป็นของปฏิกูล ยึดตรงไหนทุกข์ตรงนั้น ให้เราใช้ปัญญาในการถอนลูกศร เจ็บตรงไหนก็ต้องทำแผลตรงนั้นละตรงนั้น และให้ระมัดระวังจิตของเรา อย่าไปคิดร้ายต่อเขา เพราะจะทำให้มีความพยาบาทขุ่นเคืองขึ้นในจิตของเรา ให้เรามีเมตตา ทำจิตใจเราให้ผาสุก

     

    Q: สมาธิทำให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่ และสมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?

    A : สมาธิที่จะเกิดปัญญาได้ต้องมีสติสัมปชัญญะและไม่เพลินไปในสมาธินั้น เพราะถ้าเพลินพอใจ ความเพลินความพอใจนั้นคือ “อุปาทาน” จะเป็นมิจฉาสมาธิทันที ให้เราปรับด้วยสติ มีสติและเห็นด้วยปัญญา ให้เห็นว่าสมาธิเป็นของไม่เที่ยง

     

    Q: คำว่า “บารมีเต็ม” เป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเต็มแล้ว?

    A : บารมีคือบุญที่สั่งสมและบ่มเพาะมาจนสุกงอม วิธีสังเกตคือให้ดูที่ "การปล่อยวาง" หากปล่อยวางได้เร็วแสดงว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว และบารมีจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จากการเจริญทาน ศีล และภาวนา จากการทำความเพียร ทำความดีของเรา

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: เมื่อเบียดเบียนสำเร็จแล้ว ไปอ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลให้กระทำสำเร็จอีก จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?

    A : ความคิดในการเบียดเบียนเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว เราจะดับความเบียดเบียนดับได้ต้องด้วยความกรุณา ส่วนความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มี 2 ขั้นตอน คือ เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าอันไหนคือความเบียดเบียน ถ้าเรารู้แล้วเราละไม่ได้ แสดงว่าสัมมาทิฐิของเรายังไม่เต็ม ให้เราวิเคราะห์แยกแยะแล้วนำมาปรับใช้กับชีวิตเรา

     

    Q: ปกตูปนิสสยปัจจัยและปัจจัย 24 เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?

     A : ท่านได้ให้คำตอบไว้แล้ว ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา ทุกอย่างเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นเมื่อมีผัสสะมากระทบใจ เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เพื่อที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องว่า ไม่ต้องยึดถือสิ่งใด ๆ ให้คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา

     

    Q: เมื่อยังไม่ถูกใจแม้สิ่งนั้นจะถูกต้อง ควรทำอย่างไรให้เกิดปัญญา?

     A : “ไม่ถูกใจ” ก็คือ มีผัสสะอันไม่น่าพอใจเกิดขึ้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เห็นผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เมื่อเห็นแล้วก็ให้รีบละเสีย ให้เห็นว่าความไม่พอใจความโกรธนั้นเป็นอกุศล เช่นนี้คือเรามีปัญญา

     

    Q : สนทนาธรรมอย่างไรให้ได้ธรรม?

     A : ให้ดูทั้งสองฝั่ง ถ้าความลำบากจะเกิดขึ้นแก่เราและความขัดเคืองใจจะเกิดขึ้นกับเขา เราอย่าพูด หรือถ้าพูดแล้วเราลำบากใจแต่จะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ เราควรบอกเขา ให้ถือการบอกที่เปลี่ยนแปลงแล้วเป็นกุศลเป็นสำคัญ

     

    Q: Feedback เพื่อนร่วมงานอย่างไร ไม่ให้ใจกระทบกับผัสสะ?

    A : ให้พิจารณาทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเรา หากเขาพอจะเปลี่ยนได้ให้บอกเขา แต่หากเขาเป็นคนบอกยากก็ให้อุเบกขาเสีย ให้ถือว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นไปในทางกุศล เป็นเรื่องสำคัญ พยายามหาวิธีการที่เขาจะรับฟังในจุดที่เขาจะเกิดกุศลได้

     

    Q: การเซ่นสรวงมีผลหรือไม่?

    A : การเซ่นสรวง หมายถึง การบูชายัญ เป็นการบูชาด้วยสิ่งของและไม่มีผู้รับ ในมุมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือการตั้งใจบูชาด้วยสิ่งของที่หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์สุจริต ขอบูชาด้วยศีล บูชาความดีของท่าน บูชาด้วยคำพูดที่ดีทั้งกาย วาจา ใจ, ในมุมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ บูชาด้วยสิ่งของแล้วอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่ได้เข้าใจถึงเหตุและผล

     

    Q: สัมมาทิฏฐิขึ้นอยู่กับกาลเวลาสังคมหรือไม่?

    A: เป็น “อกาลิโก” คือ ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่ว่าเมื่อไหร่กาลไหนก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องถูกผิดจะขึ้นอยู่กับสังคม วัฒนธรรม และกาลเวลา บางอย่างใช้ในสมัยนั้นถูก แต่ใช้ในสมัยนี้อาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้น ถูกผิดกับสัมมาหรือมิจฉา จึงต่างกัน

     

    Q: ศรัทธาเป็นสารตั้งต้นของโยนิโสมนสิการใช่หรือไม่?

    A: ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา เมื่อเราหาทางออกของทุกข์ เราจึงศรัทธาในคำสอน ทำให้เราเข้าไปหาเข้าไปนั่งใกล้ ได้ฟังธรรมแล้วคิดใคร่ครวญธรรมด้วยจิตที่เป็นสมาธิ คือโยนิโสมนสิการจนเกิดปัญญา เมื่อเราทำให้มากให้บ่อย ก็จะพัฒนาได้

     

    Q: เห็นคนเจอเหตุการณ์ไม่ดี ควรวางจิตอย่างไร?

    A: เราก็ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศล สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ความตายไม่เที่ยง ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรม

     

    Q: อยู่กับคนไม่มีศีลห้า ควรปรับตัวอย่างไร?

    A: เราไม่ควรผิดศีลตามเขา ให้เราตั้งสติมีความอดทนหรือเปลี่ยนคนนั้นให้เป็นคนมีศีล

     

    Q: จะทราบได้อย่างไรว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว?

    A: อินทรีย์แก่กล้าดูที่ถ้ามีผัสสะมากระทบแล้วเราละได้ อุเบกขาได้ รวดเร็วเท่ากับกระทะร้อนที่ถูกหยดน้ำแล้วระเหยไปได้อย่างรวดเร็ว นี่คืออินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ

     

    Q: ถ้าประโยชน์ของเราไปขัดกับผู้อื่น ควรทำอย่างไร?

    A : ควรเอาประโยชน์สูงสุดโดยเอาประโยชน์ 3 อย่าง 2 นัยยะมาพิจารณา จะทำให้เราตัดสินใจได้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: จิตที่ฝึกหัดดีแล้วย่อมมีประโยชน์ยิ่งใหญ่หมายถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร?

    A : “จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีประโยชน์ใหญ่” เป็นภาษิตที่เป็นคำกล่าว แล้วก็แต่งขึ้นมา อาจจะเป็นคำที่ท่านอุทานออกมาบ้างหรือเป็นสาวกภาษิตบ้าง แต่ถ้าตามพุทธพจน์คือ “จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้” หมายถึง จิตที่อบรมดีแล้ว จะละราคะทำนิพพานให้แจ้งได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่


    “จิต” เป็นประภัสสรนั้น สามารถแทรกซึม เปลี่ยนแปลงตามที่มันซึมซาบไปได้ คล้อยไปตามผัสสะ ทำให้มีอาสวะสะสม เราจึงต้องฝึกสติ เพื่อไม่ให้จิตคล้อยไปตามผัสสะ ตามขันธ์ 5 เมื่อฝึกสติแล้วก็ต้องทำสมาธิ พอเข้าสมาธิก็ต้องเห็นจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในจิตนั้น จิตไม่ใช่ของเรา ถ้าเราเห็นได้ว่าจิตไม่ใช่ของเรา คือจะถึงสภาวะที่ไม่มีเงือนไข ปัจจัย คือนิพพาน เพราะฉะนั้น นิโรธมี 2 ฝั่ง คือฝั่งที่เหนือสมมุติกับฝั่งที่ยังสมมุติอยู่ แต่ก็เรียกว่านิโรธเหมือนกัน นิพพานเหมือนกัน

     

    Q: วิถีฝึกจิตสำหรับปุถุชน

    A : เราต้องฝึกสติก่อนเพื่อที่จะแยกแยะ สิ่งที่เข้ามาในช่องทางใจ เราต้องแยกแยะได้ ว่าสิ่งไหนเป็นกุศลเข้าได้ อกุศลห้ามเข้า เมื่อมีสติ สมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียวมันก็จะรักษาจิตของเราไม่ให้สะดุ้งสะเทือนไปกับการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 เมื่อไม่สะดุ้งสะเทือนก็จะระงับอยู่ในภายใน มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่อไป 

     

    Q: คนที่คอรัปชั่นจนมีผลแก่ชีวิตผู้อื่น จะตกนรกขุมไหน?

    A : ไม่แน่ ถ้าปัจจัยเงื่อนไขในการทำอาสวะนั้นเปลี่ยนไป เช่น ท่านองคุลีมาลหรือพระเจ้าอาชาตศัตรูทำความดีเอาน้ำคือบุญ ล้างความเค็มคือความบาป เมื่อเจอให้น้อมว่าไม่ทำตามเขา ไม่พยาบาท วางอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตร

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: ทำไมสิ่งที่เป็น “อนัตตา” เราจึงเข้าใจว่าเป็น “อัตตา” และเราจะปล่อยวางมันได้อย่างไร?

    A : การที่เราเผลอยึดสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นตัวตนนั้น เกิดจากอวิชชาและตัณหาทำงานคู่กัน เมื่อเรามีเวทนา แล้วเราเข้าไปเพลิดเพลินพอใจ จิตจะเกิดอุปาทานความยึดถือและจิตจะเศร้าหมอง วิธีปล่อยวางคือการใช้ "ปัญญา" เข้าไปพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง เมื่อเราไม่เพลินไปกับเวทนาที่มากระทบนั้น ตัณหาและอุปาทานก็จะดับลง


    Q: ถ่ายรูปกับพระอย่างไรไม่ให้ผิดพระวินัย

    A : พระวินัยท่านแบ่งไว้เป็น 2 อย่างคือ “ที่ลับหูแต่ไม่ลับตา” คือ มองเห็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน, “ที่ลับตาและลับหู” คือ มองไม่เห็นไม่รู้ว่าทำอะไรกัน อยู่ในที่ลับหูจะมีคนมาครหาได้ แต่หากเวลาถ่ายรูป มีคนอื่นอยู่ด้วยไม่ผิดพระวินัย


    Q: เวลาใส่บาตรพระควรจะใส่หรือถอดรองเท้าหรือไม่?

    A : ตามพระวินัยไม่ได้บังคับให้ฆราวาสต้องถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร แต่ตามธรรมเนียมไทยนิยมถอดเพื่อแสดงความเคารพและไม่ให้ยืนสูงกว่าพระสงฆ์ สำหรับการแสดงธรรมท่านจะไม่ให้พระสงฆ์แสดงธรรมต่อฆราวาสผู้สวมรองเท้า ผู้ที่ใส่หมวก ผู้ที่ยืน หรือผู้ที่ถืออาวุธ แต่ในปัจจุบันอาจจจะมีข้อยกเว้นทางสังคมบางอย่าง เช่น การสวมเครื่องแบบเต็มยศเพื่อความเคารพสูงสุด ซึ่งอาจต้องพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสม


    Q: 84000 มีความหมายอย่างไร?

    A : เป็นสัญลักษณ์หรือตัวเลขที่ใช้เปรียบเพื่อแสดงถึง "จำนวนที่มากมายมหาศาล"


    Q: มีอาการป่วยเป็นพาร์กินสันแล้วรับประทานยาซึ่งมีผลข้างเคียงต่อสติการตัดสินใจ มีธรรมะข้อใดนำมาปรับได้บ้าง?

    A : เรายิ่งต้องฝึกสติสัมปชัญญะและความเพียรให้เพิ่มมากขึ้น เราต้องเห็นด้วยปัญญา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ปัญญาเราจะเพิ่ม ยิ่งคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งปฏิบัติธรรมดี

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: ธรรมใดที่เป็นเหตุให้ ไม่เร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป?

    A: ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะจะดึงข้ออื่น ๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ อาจจะสรุปเหลือแค่สมถะวิปัสสนา หรือเหลือแค่สติก็ทำให้พ้นทุกข์ได้ ประเด็น คือ ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ทำได้ดับทุกข์ได้


    Q: โลกเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง?

    A : โลกถ้าเป็นคำของปริพาชก ท่านหมายเอาพรหมโลกกับมนุษยโลก ซึ่งเชื่อว่าพรหมโลกเที่ยง แต่มนุษยโลกไม่เที่ยง ส่วนโลกตามความหมายของพระพุทธเจ้านั้น ท่านหมายถึง 4 นัยยะนี้ คือ นัยยะที่1 กายคือโลก นัยยะที่2 อายตนะภายในภายนอกคือโลก นัยยะที่3 โลกเป็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง เช่น มนุษย์โลก พรหมโลก นัยยะที่4 โลกในนัยยะของระบบสุริยะ ท่านกล่าวว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น


    Q: ต้นกำเนิดโลกในปาฏิกสูตรหมายถึงอะไร?

    A: ต้นกำเนิดของโลกเกิดจากพรหมเป็นผู้สร้าง ให้มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว ทำให้มีภพใหม่ๆ เกิดขึ้น เมื่อมีพรหมโลกเกิดขึ้น มีมหาพรหมองค์แรกเกิดขึ้น อยู่มานาน จึงคิดว่าน่าจะมีคนมาอยู่ด้วย พอมีคนมาเกิดใหม่ จึงคิดว่าตนเป็นคนสร้าง ทั้งๆ ที่เขาเกิดมาเอง พอจุติจากชั้นพรหม มาอุบัติเป็นมนุษย์ ระลึกชาติได้ รู้ว่าเคยอยู่กับพรหมองค์นั้น จึงคิดว่าพรหมนั้นเที่ยง เพราะระลึกชาติได้แค่นั้น


    Q: โลกอะไรที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ในโรหิตัสสสูตร 10

    A: พูดถึงกายของเราว่าคือ โลก เพราะเวลาที่เราจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ภายนอก ก็อาศัยกายของเรา


    Q: พ่อแม่ป่วย ให้ทานยายาก ทำอย่างไรดี?

    A: ในการแนะนำถ้าคนป่วยมีปัญญาให้เตือนเพื่อระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีปัญญาควรให้กำลังใจดูแลห่วงใย ทำหน้าที่ของลูก อดทน เมตตา รับภาระ ใช้โอกาสนี้ให้ดีจะไม่เสียใจ และปรึกษากัลยาณมิตร


    Q: ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณ

    A: ญาณไปประกอบกับอะไร หมายถึง ความรู้ในเรื่องนั้น มาในทางปัญญา วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง เป็นเรื่องของคำศัพท์


    Q: ระหว่างนั่งสมาธิควรฟังธรรมหรือทำแยกกันไป

    A: ควรฝึกให้ได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่วัตถุประสงค์


    Q: มโนมยิทธิคืออะไร

    A: มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจยังเกี่ยวเนื่องกับโลก การเห็นองค์ปฐมนั่นอาจเป็นนิมิตของครูอาจารย์นั้น ๆ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นยังอยู่ เพราะพระธรรมคำสอนยังอยู่เป็นศาสดาแทน


    Q: ต้องการพ้นทุกข์จากอกหักควรทำอย่างไร?

    A: ก็ต้องละฉันทะราคะในผู้หญิงคนนั้น ตั้งสติ พิจารณาความเป็นอสุภะ กรีดมีด คือ ปัญญาลงไปที่แผลรีดเอาหนองออกใส่ยา คือ มรรค 8 ไม่กินของแสลงดูแลแผลให้ดี เจ็บนี้จะจบได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?

    A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สิ่งที่เป็นสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” คือธรรมอันเป็นเครื่องปรุงแต่ง ด้วยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ลักษณะของสังขตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่นปรากฏและขันธ์ 5 ก็เป็นสังขตธรรมด้วย เมื่อเรามีการรับรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้ว เรามีความเพลิน ความ พอใจ แล้วเราไปยึดถือ ในความเพลินความพอใจนั้น ก็จะมีความเป็นตัวตน (อัตตา) เกิดขึ้น คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด (นิจจัง) คิดว่าทำให้เราสุขไปตลอด (สุขขัง) จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่สุขนั้น มัน “เที่ยง” ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ทำให้เราไม่เห็น ทำให้เราเข้าใจว่าเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอวิชชา บังไว้ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจ จะรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องเกิดตรงที่ไม่รู้ เราจะเห็น ก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถืออยู่ 

     

    Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือ เราจะเห็นได้อย่างไรหรือใครเป็นผู้เห็น?

    A: เราจะเห็นสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยปัญญา ด้วยการภาวนามยปัญญา / การพิจารณาสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นไปตามจริง ในสิ่งที่เรายึดถือ ว่า อะไรก็ตามที่อาศัยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย แล้วเกิดขึ้น ถ้าเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย เปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนตาม เป็นธรรมดา จะขอให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้ / การที่เราจะเห็นได้ เราก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถือ ในการภาวนานั้น เราต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน ให้เราตั้งสติขึ้น มีสมาธิ ทำความเพียร อาศัยการฟังอยู่ (สุตตมยปัญญา) การใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เป็นประจำ มีศรัทธา ประคับประคอง ลักษณะเช่นนี้คือ มีอินทรีย์ 5 มีพละ5 คือ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ผลักดันกันทำให้เกิดปัญญา เราต้องทำตาม มรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็นนิจจังว่าเป็นนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นสุขขังว่าเป็นทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นอัตตาว่าเป็นอนัตตา

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.