Avsnitt
-
หมวดธรรม 5 ประการใน สุมนวรรค หมวดว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับอุบาสกอุบาสิกาเป็นเรื่องของการให้ทานการครองเรือน
ข้อที่ 34 สีหเสนาปติสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี สีหเสนาบดีทูลถามเรื่องผลแห่งทานที่จะเห็นได้ด้วยตนเอง การไม่เผลอเพลินในกามคุณทั้ง 5 จะทำให้ได้อานิสงส์ 5 อย่างนี้ คือ เป็นที่รัก สัตบุรุษคบหา ชื่อเสียงขจรขจาย ไม่ครั่นคร้าม เมื่อตายย่อมไปสุคติ
ข้อที่ 35 ทานานิสังสสูตร ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน เหมือนในข้อที่ 34 ต่างตรงข้อที่ 4 คือผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ ซึ่งก็คือการไม่ครั่นคร้ามเวลาเข้าหมู่นั่นเอง
ข้อที่ 36 กาลทานสูตร ว่าด้วยกาลทาน กาลทานคือเฉพาะเวลานั้นเท่านั้นที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ มีจุดเริ่มและจุดจบ ในที่นี้ยังชี้ให้เห็นพรที่นางวิสาขาขอ นางเป็นผู้ฉลาดในการให้ทานที่เป็นทั้งกาลทานและนิจทาน
ข้อที่ 37 โภชนทานสูตร ว่าด้วยการให้โภชนะ การให้อาหารคือการให้ทุกอย่าง คือ อายุ วรรณะ พละ สุขะ ปฏิภาณหรือปัญญา เมื่อตายไปจะได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์นี้ด้วย ทานมากน้อยควรทำ ปริมาณไม่ได้เกี่ยวกับบุญมากบุญน้อย อยู่ที่ศรัทธา ทำตามกำลังทรัพย์แล้วตั้งศรัทธาไว้ให้มาก เราจะได้ฐานะ 5 อย่างนี้
ข้อที่ 38 สัทธสูตร ว่าด้วยอานิสงส์แห่งศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้วย่อมได้รับอานิสงส์จากสัตบุรุษก่อนใครอื่น คือ อนุเคราะห์ ไปหา ให้การต้อนรับ แสดงธรรม และตายก็ไปสู่สุคติ
ข้อที่ 39 ปุตตสูตร ว่าด้วยบุตร มารดาบิดาที่ปรารถนาบุตรควรสอนบุตรให้ห้ามจากบาปและตั้งอยู่ในความดีแล้วจะได้รับอานิสงส์นี้
ข้อที่ 40 มหาสาลปุตตสูตร ว่าด้วยต้นสาละใหญ่กับกุลบุตร เปรียบต้นสาละใหญ่ที่อยู่ในดินดีย่อมมีกิ่งใบ ใบอ่อน เปลือก สะเก็ด กระพี้ แก่น ที่สมบรูณ์ กุลบุตรถ้ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ก็จะเจริญในธรรมวินัยนี้ 5 ข้อนี้เปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจนั่นเอง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สุมนวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 9 ประการใน อิทธิปาทวรรค หมวดว่าอิทธิบาท และ ราคเปยยาล
ข้อที่ 83-92 “พลังแห่งความสำเร็จ สู่ความหลุดพ้น” พระสูตรกลุ่มนี้ (อิทธิปาทวรรค) ยังคงร้อยเรียงด้วยโครงสร้าง "ธรรม 9 ประการ" แบบเดียวกับ สติปัฏฐานวรรค และ สัมมัปปธานวรรค โดยเปลี่ยนเครื่องมือหลักมาที่ "อิทธิบาท 4" (คุณธรรมสู่ความสำเร็จ) เพื่อเป็นพลังในการทลายอกุศลธรรม 5 ประการในหมวดต่าง ๆ เช่น ธรรมที่ทำให้ท้อแท้ในสิกขา (ทุศีล ๕) / นิวรณ์ ๕ / กามคุณ ๕ / อุปทานขันธ์ ๕ / สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ / สังโยชน์เบื้องสูง ๕ / คติ ๕ / ความตระหนี่ ๕ / ตะปูตรึงใจ ๕ / กิเลสผูกพันใจ ๕
ข้อที่ 93-432 “ล้างบางกิเลสสู่พระนิพพาน” พระสูตรกลุ่มนี้ (ราคเปยยาล) เป็นบทสรุปการปฏิบัติต่ออุปกิเลส 16 ทุกรูปแบบ ตั้งแต่การ "รู้ยิ่ง" "กำหนดรู้" "ละ" ไปจนถึง "การสละคืน" ให้สิ้นซาก โดยใช้เครื่องมือคือ สัญญา 9 ประการ และ อนุปุพพวิหารสมาบัติ 9
จบ นวกนิบาต (หมวดธรรม 9 ประการ) จบบริบูรณ์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต อิทธิปาทวรรค, ราคเปยยาล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค และ สุมนวรรค
ข้อที่ 30 นาคิตสูตร ว่าด้วยพระนาคิตะ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระนาคิตะ (พระอุปัฏฐาก) ณ ป่าอิจฉานังคละ เพื่อเตือนสติเรื่องการไม่ติดในลาภสักการะ สรรเสริญ และชื่อเสียง โดยทรงย้ำว่า "เราไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดเรา" ทรงสรรเสริญความสุขจากเนกขัมมสุขว่าเป็นสุขที่แท้จริงเหนือกว่าสุขที่อิงอาศัยลาภยศและการนอนหลับ พร้อมทั้งแสดง "เหตุและผลลัพธ์ 5 ประการ" เพื่อชี้ให้เห็นความจริงของโลก ดังนี้
เหตุจากอาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรส -> ผลคือ กลายเป็นอุจจาระและปัสสาวะ เหตุจากความรัก เมื่อสิ่งที่รักแปรเปลี่ยนไป -> ผลคือ เกิดความโศกเศร้า ทุกข์ใจ คับแค้นใจ เหตุจากการเพ่งอสุภะ (พิจารณาความไม่งามของร่างกาย) -> ผลคือ เห็นความน่าเกลียดปฏิกูลในสิ่งสวยงาม เหตุจากการพิจารณาผัสสะไม่เที่ยง (อายตนะทั้ง 6) -> ผลคือ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในผัสสะทั้งหลาย เหตุจากการพิจารณาเกิด-ดับในอุปาทานขันธ์ 5 -> ผลคือ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายหลุดพ้นจากอุปาทาน*พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญความสุขที่เกิดจากความสงบภายใน (เนกขัมมสุข) และทรงสอนให้ภิกษุมองเห็นผลลัพธ์ตามความเป็นจริงของโลก เพื่อสลัดตัดความหลงผิดและเข้าถึงความหลุดพ้น
ข้อที่ 31 สุมนสูตร ว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับผลที่เป็นทิพย์ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ และอธิปไตย ที่ทำให้แตกต่างกันของผู้ที่ให้ทานกับไม่ได้ให้ แม้จะมีศรัทธา ศีล ปัญญาเสมอกัน กระทั่งผู้ที่ออกบวชที่เคยเป็นผู้ให้ (ทายก) ก็จะได้รับปัจจัยสี่และได้รับการประพฤติกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอันเป็นที่น่าพอใจกว่าดีกว่า
ข้อที่ 32 จุนทีสูตร ว่าด้วยจุนทีราชกุมารี กล่าวถึงองค์คุณ 4 อย่างของผู้ที่จะไปสู่กระแสหรือโสตาปัตติยังคะ 4 คือ บุคคลที่มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ และรักษาศีล 5 ได้ดี เมื่อตายไปย่อมเกิดในสุคติอย่างเดียว ไม่เกิดในทุคติเลย ส่งผลให้มีบุญ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ เกียรติยศ สุข และพละ
ข้อที่ 33 อุคคหสูตร ว่าด้วยอุคคหเศรษฐี ปรารภอุคคตเศรษฐีที่ลูกสาวจะออกเรือน จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าแล้วได้สอบถามคำถามได้ฟังธรรม 5 อย่างที่เมื่อไปอยู่บ้านสามี จะทำให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เมื่อตายไปจะเกิดในสวรรค์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค สุมนวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 9 ประการ ในเขมวรรค, สติปัฏฐานวรรค และสัมมัปปธานวรรค
พระสูตรข้อที่ 62-82 นี้ร้อยเรียงด้วยโครงสร้าง "ธรรม 9 ประการ" เพื่อเปลี่ยนจิตปุถุชนผู้หมดสิทธิ์ (อภัพพะ) ให้กลายเป็นพระอรหันต์ผู้ถึงพระนิพพาน โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วนหลักดังนี้
ข้อที่ 62 อภัพพสูตร ว่าด้วยผู้อาจและไม่อาจเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล หากบุคคลใดไม่ละขาดอกุศลธรรม 9 ประการนี้ จะเป็นผู้ "ไม่อาจ" (อภัพพะ) บรรลุธรรมแต่หากละได้ จะเป็น "ผู้อาจ" บรรลุอรหัตตผล ได้แก่ ราคะ, โทสะ, โมหะ, โกธะ (โกรธ), อุปนาหะ (ผูกโกรธ), มักขะ (ลบหลู่คุณ), ปฬาสะ (ตีเสมอ), อิสสา (ริษยา), มัจฉริยะ (ตระหนี่)
ข้อที่ 63-72 “เจริญสติปัฏฐาน 4 เพื่อละกิเลส” พระสูตรกลุ่มนี้ (สติปัฏฐานวรรค) ทรงให้นำ “สติปัฏฐาน 4” (กาย เวทนา จิต ธรรม) มาเป็นเครื่องมือหลักในการพิจารณาเพื่อ "ละอกุศลธรรมและเครื่องผูกมัด" ในแง่มุมต่างๆ ของแต่ละพระสูตร เช่น:
ละธรรมกระทำให้ท้อถอย / ละนิวรณ์ / ละกามคุณ / ละอุปาทานขันธ์ / ละสังโยชน์เบื้องต่ำ-เบื้องสูง / ละตะปูตรึงใจ / ละกิเลสผูกพันใจข้อที่ 73-82 “เจริญความเพียร เพื่อทลายกิเลส” พระสูตรกลุ่มสุดท้าย (สัมมัปปธานวรรค) ใช้โครงสร้างคู่ขนานกัน แต่เปลี่ยนมาเน้นที่ สัมมัปปธาน 4 (ความเพียรชอบ 4 ประการ) เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนในการ "ละอกุศลธรรมและเครื่องผูกมัด" (ในหมวดนิวรณ์ กามคุณ สังโยชน์ ฯลฯ เช่นเดียวกับหมวดสติปัฏฐาน) ให้สำเร็จเด็ดขาด
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรค สติปัฏฐานวรรค สัมมัปปธานวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕
ข้อที่ 28 ปัญจังคิกสูตร ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งหมายถึง การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่ง “ฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต” (การทบทวนองค์ฌานหรือสิ่งที่ตนรู้เห็นด้วยปัญญา) จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว
ข้อที่ 29 จังกมสูตร ว่าด้วยการเดินจงกรม “จังกม” แปลว่าการเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ
1. อดทนต่อการเดินทางไกล
2. อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้
3. อาหารย่อยได้ง่าย
4. มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง
5. สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 9 ประการใน สามัญญวรรค หมวดว่าด้วยสามัญญธรรม และเขมวรรค หมวดว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่าเขมะ
ข้อที่ 43-61 เป็นการสนทนาธรรมระหว่าง พระอุทายี และ พระอานนท์ ในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้
ข้อที่ 43 กายสักขีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นกายสักขี (เด่นด้านสมาธิ/ฌานสมาบัติ) ว่าด้วย "กายสักขีบุคคล" หรือ บุคคลผู้เป็นพยานด้วยนามกาย ซึ่งหมายถึงผู้ที่ใช้จิตหรือนามกายสัมผัสถูกต้องวิโมกข์ (หรือฌาน) ก่อน แล้วจึงบรรลุธรรมด้วยปัญญาในภายหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ โดยปริยาย(ขั้นต้น-ขั้นกลาง/ผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ฌาน 1-8 และ โดยนิปปริยาย (ขั้นสูงสุด/ผู้สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ผู้ที่สามารถเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ
ข้อที่ 44 ปัญญาวิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) หมายถึง ผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้เน้นการเข้าสมาบัติลึกซึ้ง (แช่ในฌาน) แต่เป็นผู้ที่ "ใช้ปัญญาเพ่งพินิจพิจารณาเพื่อตัดขาดกิเลส" (วิป้สสนา) โดยตรง แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ โดยปริยาย และ โดยนิปปริยาย
ข้อที่ 45 อุภโตภาควิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน / สมถะ&วิปัสสนา) หมายถึง พระอริยบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือโดยปริยายและโดยนิปปริยาย เช่นกัน
ข้อที่ 46-61 ใช้ระบบองค์ธรรมเดียวกันทั้งหมด คือ “อนุปุพพวิหาร 9” (รูปฌาน อรูปฌาน และ สัญญาเวทยิตนิโรธ) เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายเพื่อชี้ให้เห็นว่า คำว่า นิพพาน, เขมะ, อมตะ, อภัย, ปัสสัทธิ, และนิโรธ นั้น สามารถสัมผัสได้จริงด้วยนามกายตั้งแต่ขั้นสมาธิระดับฌาน (โดยปริยาย) ไปจนถึงการสิ้นอาสวกิเลสอย่างสมบูรณ์เด็ดขาดด้วยปัญญา (โดยนิปปริยาย)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สามัญญวรรค เขมวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัมมาสมาธิจนไล่ลำดับไปถึงปัญญาเพื่อการหลุดพ้น
ข้อที่ 21 ปฐมอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๑ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือ เริ่มจากการมีความเคารพยำเกรงในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก่อให้เกิดอภิสมาจาริกธรรม อภิสมาจาริกธรรมก่อให้เกิดเสขธรรม เสขธรรมก่อให้เกิดศีล ศีลก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ
ข้อที่ 22 ทุติยอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๒ เปลี่ยนตรง 3 ข้อสุดท้ายจากศีลเป็นสีลขันธ์ จากสัมมาทิฏฐิเป็นสมาธิขันธ์ จากสัมมาสมาธิเป็นปัญญาขันธ์ เป็นความละเอียดลงไปในแต่ละข้อ ศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิต่อยอดขึ้นไปก็เป็นปัญญาขึ้นมา
ข้อที่ 23 อุปกิเลสสูตร ว่าด้วยความเศร้าหมอง เปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องเศร้าหมอง 5 อย่างของทองกับของจิต ที่เมื่อกำจัดออกไปแล้วจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เครื่องเศร้าหมองของจิตก็คือ นิวรณ์ ๕ นั่นเอง จะกำจัดออกไปได้ก็ด้วยสติ ถ้าเรากำจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตได้ ความรู้ 6 อย่างจะเกิดขึ้น และจะเป็นตัวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้
ข้อที่ 24 ทุสสีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล เปรียบกับต้นไม้ที่มีกิ่งหัก สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่นจะสมบรูณ์ไปได้อย่างไร เหมือนกับผู้ทุศีลจะไม่สามารถมีสัมมาสมาธิได้ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลเปรียบเหมือนฐานรากของทุกสิ่ง ถ้าศีลสมบรูณ์บริบรูณ์ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิที่สมบรูณ์บริบรูณ์ จนทำให้เกิดปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยง เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ ทำวิมุตติให้เกิดขึ้นได้
ข้อที่ 25 อนุคคหิตสูตร ว่าด้วยธรรมสนับสนุนสัมมาทิฏฐิ ศีล สุตตะ สากัจฉา สมถะ และวิปัสสนา 5 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิ
ข้อที่ 26 วิมุตตายตนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ บอกถึงลักษณะของบุคคลที่จะบรรลุธรรมได้จากการฟัง การแสดงธรรม การสาธยายธรรม ตรึกตามตรองตามเรื่องที่ได้ฟังมา และมีสมาธิดีจนเข้าใจธรรม
ข้อที่ 27 สมาธิสูตร ว่าด้วยการเจริญสมาธิเพื่อให้ญาณเกิดขึ้น สมาธิที่เจริญแล้วทำให้เกิดญาณความรู้เฉพาะตนขึ้น สมาธิเราก้าวหน้าหรือไม่ ดูได้จากการเกิดขึ้นหรือไม่ของ 5 ข้อนี้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรค และ สามัญญวรรค
ข้อที่ 40 นาคสูตร ว่าด้วยการหาความสงบของพญาช้าง เป็นพระสูตรที่เปรียบเทียบพฤติกรรมของพญาช้างผู้แสวงหาความสงบ กับการปฏิบัติของพระภิกษุ เพื่อเป็นอุบายสอนใจในการละทิ้งความวุ่นวายและเข้าสู่ความสงบวิเวก คือการสอนให้เห็นคุณค่าของการ "ปลีกวิเวก" เมื่อจิตใจถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง การแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพังเพื่อทบทวนตัวเองและทำจิตใจให้สงบ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสติและปัญญา องค์ธรรมในพระสูตรนี้คือ นิวรณ์ ๕ และอนุปุพพวิหาร ๙
ข้อที่ 41 ตปุสสสูตร ว่าด้วยตปุสสคหบดี ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “เนกขัมมะ” ในการพ้นทุกข์ และแสดงขั้นตอนการปฏิบัติโดยละเอียดเพื่อเข้าถึงเนกขัมมะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเห็นโทษในกาม ความเห็นอานิสงส์แห่งเนกขัมมะ และความเพียรในการฝึกฝนตนเอง (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อความหลุดพ้น โดยแสดงผ่านบทสนทนาระหว่างตปุสสคหบดี ท่านพระอานนท์ และพระพุทธเจ้า
ข้อที่ 42 สัมพาธสูตร ว่าด้วยวิธีบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ อธิบายถึง "กามคุณ 5" ว่าเป็น "ที่คับแคบ" และอธิบาย "วิธีบรรลุช่องว่าง (โอกาส) ในที่คับแคบ" โดยการใช้ "สมาธิและการบรรลุฌานทั้ง 9 ลำดับ" (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อสลัดออกจากสภาวะบีบคั้นนั้นทีละขั้นจนถึงนิพพาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค สามัญญวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 5 ประการใน พลวรรค หมวดว่าด้วยพละ
พระสูตรข้อที่ 11-16 กล่าวถึง กำลัง 5 ประการ (พละ ๕) ซี่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ มาใช้แสดงตามพระสูตรข้อต่างๆได้ดังนี้
รูปแบบแรก (ข้อที่ 11-12) ตถาคตพละ ได้แก่
1. สัทธาพละ: กำลังคือความเชื่อ
2. หิริพละ: กำลังคือความละอายบาป
3. โอตตัปปพละ: กำลังคือความเกรงกลัวบาป
4. วิริยพละ: กำลังคือความเพียร
5. ปัญญาพละ: กำลังคือความรอบรู้ (เป็นยอดของกำลังทั้งหมด)
ข้อที่ 11 อนนุสสุตสูตร กล่าวถึง "กำลังของตถาคต" ที่ทำให้ทรงบันลือสีหนาทและประกาศธรรมได้อย่างองอาจ
ข้อที่ 12 กูฏสูตร ทรงเปรียบ "ปัญญา" เป็น "ยอดเรือน" (ปัญญาเป็นยอดแห่งกำลัง)
รูปแบบที่สอง (ข้อที่ 13-16) เสขพละ ได้แก่
1. สัทธาพละ: เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
2. วิริยพละ: เพียรละอกุศล บำเพ็ญกุศล (สัมมัปปธาน 4)
3. สติพละ: มีสติระลึกได้ถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดมานานได้ (สติปัฏฐาน)
4. สมาธิพละ: การบรรลุฌาน 1-4 เพื่อความอยู่เป็นสุข
5. ปัญญาพละ: รู้ถึงความเกิดและความดับ (อริยสัจ 4)
ข้อที่ 13 สังขิตตสูตร ทรงแสดงพละ 5 ในฐานะ "เสขพละ" หรือกำลังของผู้ที่ยังต้องศึกษา (พระเสขบุคคล) เพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งแห่งการหลุดพ้นจากกิเลส
ข้อที่ 14 วิตถตสูตร ทรงขยายความละเอียดของแต่ละข้อเพื่อให้เห็นทางปฏิบัติ
ข้อที่ 15 ทัฏฐัพพสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงเห็น เราจะ "เห็น" พละเหล่านี้ได้ที่ไหน
ข้อที่ 16 ปุนกูฏสูตร ในบรรดาการปฏิบัติทั้งหมด "ปัญญา" คือจุดรวมยอดที่สำคัญที่สุด
พระสูตรข้อที่ 17-20 รายละเอียดเหมือนกันต่างกันที่หัวข้อ คุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเองและผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปอย่างไร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พลวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรค
ข้อที่ 37 อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ กล่าวถึง “การบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” การค้นพบหนทางแห่งความสว่าง (ความสงบ/นิพพาน) ในขณะที่อายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ยังทำงานอยู่ตามธรรมชาติ แต่จิตเลือกที่จะไม่เข้าไปเสวยอารมณ์ เป็นสภาวะที่เรียกว่า "มีสัญญาแต่ไม่รับรู้อายตนะ" ได้ด้วย “สมาธิ” อรูปฌานขั้น 1-3 และ สมาธิขั้นที่ละเอียด (อรหัตตผล) ซึ่งจะมีลักษณะ “ไม่ถูกกิเลสน้อมไป - ไม่มีการข่มห้ามด้วยธรรมปรุงแต่ง - ตั้งมั่นและไม่สะดุ้ง”
ข้อที่ 38 โลกายติกสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ชำนาญคัมภีร์โลกายัต พราหมณ์ผู้ชำนาญในตำราทางโลก (วาทศิลป์) ทูลถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับเรื่องโลกและการพ้นไปจากโลก พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า "ที่สุดแห่งโลก" (โลก คือ กามคุณ ๕) ไม่สามารถถึงได้ด้วยการเดินทาง แต่ถึงได้ด้วยการฝึกจิตสู่ความดับตามลำดับ "อนุปุพพวิหาร 9"เพื่อทำลายความยึดมั่น จนก้าวข้ามโลกียะสู่โลกุตตระ
ข้อที่ 39 เทวาสุรสังคามสูตร ว่าด้วยสงครามระหว่างเทวดากับอสูร พระพุทธองค์ทรงหยิบยกเรื่องราวสงครามระหว่างเทวดาและอสูรมาเป็นบุคลาธิษฐาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าชัยชนะที่แท้จริงไม่ใช่การรบพุ่งภายนอก แต่คือการ "ก้าวข้ามเครื่องผูกพัน" บ่วงแห่งมาร (นิวรณ์และตัณหา) ผ่านลำดับการฝึกจิต 9 ขั้น (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อเข้าสู่สภาวะที่กิเลสไม่สามารถกล้ำกรายได้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 4 ประการใน ราคเปยยาล ว่าด้วยการทำความเข้าใจและการละ "ราคะ" (ความกำหนัดยินดี)
ข้อที่ 274-783 ในหมวด "เปยยาล" (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) การนำ “ธรรม 4 ประการ” ใน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ และ อิทธิบาท ๔ มาย้ำทำในการจัดการกับกิเลส (อุปกิเลส 16 อย่าง) และสร้างความเจริญในธรรม
ธรรม 4 ประการที่ต้องทำให้แจ้ง
1. สติปัฏฐาน ๔: การตั้งสติพิจารณาใน กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เท่าทันความจริงของสภาวะธรรม
2. สัมมัปปธาน ๔: การเพียรพยายาม 4 ทิศทาง (ระวังไม่ให้บาปเกิด, ละบาปที่เกิดแล้ว, บำเพ็ญบุญที่ยังไม่เกิด, รักษาบุญที่เกิดแล้ว)
3. อิทธิบาท ๔: คุณธรรมสู่ความสำเร็จ (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา) เพื่อให้การปฏิบัติมีพลังและต่อเนื่อง
อานิสงส์การ “ย้ำทำ” ในธรรมที่กล่าวมาทั้ง 3 นัยยะนี้ เพื่อให้เกิด "ปัญญาที่รู้แจ้ง" ในสิ่งที่ควรรู้ (อภิญญา) เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของกิเลสตามความเป็นจริง จนจิตไม่เข้าไปยึดถือ (ปริญญา) และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งปวง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ราคเปยยาล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรค
ข้อที่ 35 คาวีอุปมาสูตร ว่าด้วยการอุปมาด้วยแม่โค เป็นพระสูตรที่สอนเรื่องความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติสมาธิกับการลำดับจิตในอนุปุพพวิหารธรรม 9 โดยเปรียบเทียบภิกษุกับแม่โคที่หาอาหารบนภูเขา แบ่งเป็น 2 ลักษณะ
1. แม่โคโง่เขลา (ภิกษุผู้ประมาท): เปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่ชำนาญทาง เมื่อจะก้าวไปหาหญ้าในที่ใหม่ กลับยกเท้าหน้าออกไปโดยที่เท้าหลังยังยันพื้นไม่มั่นคง ผลคือตกลงเหว เสียทั้งหญ้าเก่าและไม่ได้หญ้าใหม่
ข้อธรรม: ภิกษุที่ยังไม่ "เสพ เจริญ ทำให้มาก" ในปฐมฌาน (ฌานที่ 1) จนจิตตั้งมั่น แต่กลับรีบร้อนอยากจะได้ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) จิตจะฟุ้งซ่านและเสื่อมจากปฐมฌาน และไม่สามารถบรรลุฌานที่สูงขึ้นไปได้2. แม่โคฉลาด (ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ): เปรียบเหมือนแม่โคที่รู้จักถิ่นและทางขรุขระ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าจะยันเท้าหลังให้มั่นคงเสียก่อน จึงสามารถหาอาหารและน้ำในที่ใหม่ได้อย่างปลอดภัย
ข้อธรรม: ภิกษุที่ทำปฐมฌานให้มีความชำนาญ(วสี) จนจิตอ่อนควรแก่การงาน เมื่อฐานเดิมมั่นคงแล้วจึงค่อยน้อมจิตสู่ฌานที่สูงขึ้นตามลำดับ ได้แก่ รูปฌาน 4, อรูปฌาน 4 และสัญญาเวทยิตนิโรธอานิสงส์: หากภิกษุปฏิบัติได้อย่างแม่โคฉลาด จะสามารถน้อมจิตไปสู่ อภิญญา 6 (ความรู้ยิ่ง) ได้อย่างสำเร็จ ตั้งแต่การแสดงฤทธิ์ หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ระลึกชาติ จนถึงการบรรลุ อาสวักขยญาณ (ความสิ้นไปแห่งกิเลส) อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
*ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมทั้ง 9 ลำดับนี้ พระองค์เน้นย้ำหลักการสำคัญคือ "ความฉลาดในฐานะ" และ "ความชำนาญในธรรมที่บรรลุแล้ว"
ข้อที่ 36 ฌานสูตร ว่าด้วยฌาน คือ การใช้ฌานลำดับต่างๆ ในอนุปุพพวิหารธรรม 9 เป็น "เครื่องมือ" ในการวิปัสสนาเพื่อละอาสวะ โดยการพิจารณาเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่อยู่ในฌานนั้นว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” (ไตรลักษณ์) เมื่อพิจารณาจนเห็นโทษของสังขารแล้ว จึงโน้มจิตไปสู่ "อมตธาตุ" หรือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่สงบระงับจากสังขารทั้งปวง หากประหารกิเลสได้สิ้นเชิงย่อมเป็น “พระอรหันต์” หากยังมีเชื้อเหลือย่อมเป็น “พระอนาคามี”
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถ
พระสูตรข้อที่ 271-273 เน้นย้ำรากเหง้าของอกุศลทางใจ 3 ประการคือ ความโลภ ความพยาบาท และความเห็นผิด จะเป็นตัวตัดสินว่าบุคคลนั้นจะไปสู่ "นรก" หรือ "สวรรค์" ขึ้นอยู่กับการแสดงออกต่ออกุศลและกุศลใน 4 ด้าน คือ ทำเอง (ปฏิบัติตน), ชวนเขา (ชักชวนผู้อื่น), พอใจ (ยินดีร่วม), สรรเสริญ (กล่าวยกย่อง)
ผู้ที่ตกนรก: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็นอกุศลผู้ที่ไปสวรรค์: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็นกุศล*การจะเป็นคนดีที่สมบูรณ์ตามแนวทางนี้ ต้องไม่ใช่แค่ "ดีคนเดียว" แต่ต้อง "ไม่ชวนคนอื่นทำผิด-ไม่ยินดีในความชั่ว-และไม่สรรเสริญเรื่องที่ผิด"
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค และ มหาวรรค
ข้อที่ 31 อนุปุพพนิโรธสูตร ว่าด้วยอนุปุพพนิโรธ "ความดับไปตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะที่ธรรมะเบื้องต่ำดับไปเมื่อจิตละเอียดขึ้นสู่สมาธิขั้นสูงพระสูตรนี้เป็นเสมือน "แผนที่" บอกระยะทางว่าจิตของนักปฏิบัติเดินทางถึงจุดใด โดยดูจากสิ่งที่ "ดับ" ไปในขณะนั้น
ลำดับสมาธิ และ สภาวะที่ดับไป (>)
1. ปฐมฌาน > กามสัญญา (ความสำคัญหมายในกาม/รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)
2. ทุติยฌาน > วิตกวิจาร (การนึกคิดและประคองความคิด)
3. ตติยฌาน > ปีติ (ความอิ่มใจที่ซาบซ่าน)
4. จตุตถฌาน > อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า-ออก)
5. อากาสานัญจายตนะ > รูปสัญญา (ความจำหมายในรูปธรรมทั้งหมด)
6. วิญญาณัญจายตนะ > อากาสานัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในอากาศที่หาที่สุดมิได้)
7. อากิญจัญญายตนะ > วิญญาณัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในวิญญาณที่หาที่สุดมิได้)
8. เนวสัญญานาสัญญายตนะ > อากิญจัญญายตนสัญญา (ความจำหมายในความไม่มีอะไรน้อยนิด)
9. สัญญาเวทยิตนิโรธ > สัญญาและเวทนา (ความจำและการเสวยอารมณ์ ดับสนิท)
ข้อที่ 32 อนุปุพพวิหารสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารธรรม "ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะแห่งความสงบประณีตที่จิตเข้าไปตั้งอยู่และเสวยความสุขตามลำดับชั้นของสมาธิ (ดูลำดับขั้นสมาธิใน อนุปุพพนิโรธสูตร) พระสูตรนี้เน้นสิ่งที่จิตเข้าไป "อยู่" วิหารธรรม (เครื่องอยู่) หรือคุณภาพของสมาธิที่ประณีตขึ้น จิตจะค่อยๆ ยกระดับจากสมาธิที่มีรูป (รูปฌาน 1-4) ไปสู่สมาธิที่ไม่มีรูป (อรูปฌาน 5-8) และจบลงที่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ (9)
ข้อที่ 33 อนุปุพพวิหารสมาปัตติสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ "การเข้าถึงสมาบัติตามลำดับ" 9 ประการ พระสูตรนี้มีเนื้อหาเข้มข้นกว่าสองพระสูตรก่อนหน้า โดยเน้นย้ำถึง "ผลลัพธ์" และ "บุคคลผู้เข้าถึง" สภาวะนั้นๆ เป็นการยืนยันว่า "การถึงฝั่ง" (ความพ้นทุกข์) สามารถทำได้เป็นลำดับขั้นผ่านสมาบัติ 9 โดยแต่ละขั้นคือการดับสิ่งรบกวนจิตให้สนิทลงไปเรื่อยๆ จนถึงความดับสนิทแห่งสัญญาและเวทนา
ข้อที่ 34 นิพพานสุขสูตร ว่าด้วยนิพพานเป็นสุข เป็นพระสูตรที่โดดเด่นด้วยการตอบคำถามเรื่อง "ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยความรู้สึก (เวทนา)" โดยท่านพระสารีบุตรได้อธิบายลำดับของความสุขที่ประณีตขึ้นจากการ "ดับความกดดัน" 9 ประการ
แก่นธรรม: นิพพานเป็นสุขได้อย่างไร?
นิยามของความสุข: สุขในทางธรรมไม่ได้หมายถึงการเสวยเวทนาที่ดีเท่านั้น แต่ "ความไม่มีเวทนา (ความดับไปของสัญญาและเวทนา) นั่นแลเป็นสุข" เพราะไม่มีสิ่งใดมาบีบคั้นจิตได้อีกความกดดันคือทุกข์: ในแต่ละขั้นของสมาธิ หากยังมี "สัญญา" ของขั้นที่ต่ำกว่าฟุ้งขึ้นมา ท่านเรียกว่า "ความกดดัน" (ทุกข์) ดังนั้น การข้ามพ้นจากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการละทิ้งทุกข์ที่ละเอียดกว่าไปตามลำดับจุดสิ้นสุดของทุกข์: เมื่อบรรลุถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญา จิตจะไม่ถูกความกดดันจากสัญญาใดๆ รบกวนอีกเลยสรุป: นิพพานเป็นสุขเพราะเป็นสภาวะที่ "ปราศจากความกดดัน" จากสัญญาและเวทนาทั้งปวง เป็นความสงบที่อยู่เหนือการเสวยอารมณ์พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถ
พระสูตรข้อที่ 264-270 เป็นการขยายความเรื่อง "วิถีแห่งกรรม" (กัมมปถ) โดยเน้นไปที่การจำแนกบุคคลตามระดับความพัวพันกับอกุศลกรรม เพื่อให้เห็นว่าความเสื่อมไม่ได้เกิดจากการลงมือทำเพียงอย่างเดียว
ในแต่ละพระสูตร (ข้อ 264-270) จะวนรอบหัวข้อหลัก 7 ประการ (คือ อกุศลกรรมบถ เช่น ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ) โดยแบ่งคนเป็น 4 ประเภท ตามระดับความลึกซึ้งของเจตนา ดังนี้
1. ตนเองทำ: เป็นผู้ลงมือกระทำอกุศลนั้นด้วยตนเอง
2. ชักชวนผู้อื่น: เป็นผู้ชี้นำ ปลุกปั่น หรือสั่งให้คนอื่นทำ
3. พอใจในการทำ: แม้ไม่ได้ทำเองหรือสั่งใคร แต่เมื่อเห็นคนอื่นทำชั่ว กลับมีจิตยินดี สนับสนุน หรือเห็นชอบ
4. สรรเสริญการทำ: กล่าวชมเชย ยกย่องเชิดชูพฤติกรรมหรือผู้ที่กระทำอกุศลนั้นๆ
*บทสรุปและข้อคิด
พระสูตรหมวดนี้ชี้ให้เห็นว่า "ความผิด" ในทางพุทธศาสนาไม่ได้นับแค่การลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การขยายผล (ชักชวน) และ ทัศนคติ (ความยินดี) ต่อความชั่วร้ายนั้นด้วย
ผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง 4 ประการ (ทำเอง / ชวน / ยินดี / สรรเสริญ) ในทางลบ ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในทางตรงกันข้าม หากเปลี่ยนเป็นการ "งดเว้นเอง / ชวนให้เว้น / ยินดีที่เขาเว้น" ย่อมเป็นทางไปสู่สุคติพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 9 ประการ ในสัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาส
ข้อที่ 25 ปัญญาสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อบรมจิตดีด้วยปัญญา คือการใช้ ปัญญา เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตจนบริบูรณ์ จนกระทั่งกิเลสและภพชาติสิ้นสุดลง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ 9 ประการ (3 กลุ่มหลัก) ดังนี้
1. การสำรอกกิเลสพื้นฐาน (ละชั่วคราว/ปัจจุบัน) จิตได้รับการฝึกฝนจนหลุดพ้นจากอกุศลมูล คือ จิต “ปราศจากราคะ-โทสะ-โมหะ” ละได้ชั่วคราว
2. การเปลี่ยนสภาวะจิตเป็นปกติ (วิมุตติ/ละได้ตลอด) จิตไม่ได้เพียงแค่ละ ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่กลายเป็นสภาวะที่กิเลสไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือ จิตมีสภาวะ "ไม่มีราคะ-โทสะ-โมหะ" เป็นปกติวิสัย ไม่ไหลกลับไปหาความเศร้าหมองอีก
3. การตัดวงจรการเกิดในภพ (ภพสิ้นไป/ไม่กลับกำเริบ) เมื่อปัญญาอบรมจิตจนบริบูรณ์ จิตจะไม่ยึดติดและไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง 3 คือ กามภพ รูปภพ และ อรูปภพ
*เมื่อภิกษุอบรมจิตด้วยปัญญาจนบรรลุครบทั้ง 9 ข้อนี้ ย่อมถือว่าเป็นการจบภารกิจในพระพุทธศาสนา และไม่มีกิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความพ้นทุกข์อีกต่อไป
ข้อที่ 26 สิลายูปสูตร ว่าด้วยจิตเปรียบด้วยเสาหิน มีเนื้อหาคล้ายกับปัญญาสูตร แต่มีจุดเน้นที่สำคัญกว่าคือ "ความหนักแน่นมั่นคงของจิต" คือการเปรียบเทียบจิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วว่าเหมือนกับ "เสาหิน" ที่ฝังลึกลงไปในดินอย่างดี ต่อให้มีพายุพัดมาแรงแค่ไหน เสาหินนั้นก็ไม่สั่นคลอน
สภาวะจิต: จิตของพระอรหันต์จะไม่ระคน (ไม่ปนเป) กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบการรับรู้: ท่านยังเห็น ยังได้ยิน (รับรู้ตามจริง) แต่จิตไม่หวั่นไหว และเห็นความเสื่อม (ความไม่เที่ยง) ของอารมณ์เหล่านั้นอยู่เสมอข้อแตกต่างที่น่าสนใจ ในพระสูตรนี้มีการถกเกลี้ยงกันระหว่าง ท่านพระสารีบุตร กับ ท่านพระจันทิกาบุตร เกี่ยวกับคำพูดของพระเทวทัต
คำของพระเทวทัต ตามที่จันทิกาบุตรจำมา : "อบรมจิตด้วยจิต" (เฉย ๆ)คำแก้ไขของพระสารีบุตร: ใช้คำว่า "อบรมจิตดีด้วยจิต" ต้องมีคำว่า ดี (สุภาวิตัง) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของการฝึกที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะพยากรณ์ตนเองได้ว่าจบกิจแล้ว*ถ้าจิตเราฝึกมาดี (ครบ 9 ประการ) ต่อให้โลกจะเหวี่ยงอะไรมาใส่เรา จิตเราจะนิ่งเหมือนเสาหิน 16 ศอกที่ฝังดินลึก 8 ศอก
ข้อที่ 27 ปฐมเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 1 กล่าวถึง คุณสมบัติของผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ซึ่งเป็นบุคคลที่ปิดประตูอบายภูมิได้สนิท มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนรวมกัน คือ การละเวร 5 และ การมีศรัทธามีศีลที่มั่นคง 4 รวมเป็น 9 ประการ
การระงับภัยเวร 5 ประการ (ศีล 5) คือ การหยุดพฤติกรรมที่สร้างเวรสร้างกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคตองค์เครื่องบรรลุโสดา 4 ประการ (โสตาปัตติยังคะ) คือ การมีที่พึ่งทางใจและมาตรฐานความประพฤติที่หยั่งรากลึกเมื่อปฏิบัติครบทั้ง 9 ข้อนี้ อริยสาวกสามารถพยากรณ์ตนเอง ได้ทันทีว่า นรก/อบายภูมิสิ้นแล้ว และ เป็นผู้เที่ยงแท้
*ข้อสังเกต: พระสูตรนี้เน้นว่า ศีลไม่ใช่แค่กฎข้อห้าม แต่คือการระงับภัยเวร ที่จะกัดกินใจเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ข้อที่ 28 ทุติยเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 2 มีเนื้อหาเหมือนกับปฐมเวรสูตร แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มผู้ฟังและนัยสำคัญ เล็กน้อย
ปฐมเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐี (คฤหัสถ์) เพื่อแนะแนวทางพยากรณ์ตนเองทุติยเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย (นักบวช) เพื่อย้ำเตือนสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากภัยเวรข้อที่ 29 อาฆาตวัตถุสูตร ว่าด้วยอาฆาตวัตถุ ระบุถึง "ต้นเหตุหรือเหตุผล" ที่ใจคนเรานำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความโกรธแค้น โดยแบ่งตามบุคคลและกาลเวลา เพื่อให้เราเท่าทันความคิดที่กำลังปรุงแต่งความโกรธขึ้นมา
อาฆาตวัตถุ 9 ประการ (เหตุผูกใจเจ็บ) แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มที่ 1 เกี่ยวกับ "ตัวเรา" 3 ประการ เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (ทำชั่ว) ต่อเรากลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับ "คนที่เรารัก" 3 ประการ เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่เรารักกลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับ "คนที่เราไม่ชอบ/ศัตรู" (3 ประการ) กลุ่มนี้จะสลับกัน คือเราโกรธเพราะเห็นศัตรูได้ดี : เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่เป็นประโยชน์ (ทำดี) ให้กับคนที่เราเกลียด*ความน่าสนใจ คือการชี้ให้เห็นว่าความโกรธไม่ได้เกิดจากปัจจุบันเสมอไป แต่เกิดจากการที่ใจเราย้อนไปขุดคุ้ยอดีต หรือระแวงไปถึงอนาคตด้วย การรู้เท่าทันเหตุทั้ง 9 นี้ จะช่วยให้เราหยุดการปรุงแต่่ง และวางใจให้เป็นกลางได้ง่ายขึ้น
ข้อที่ 30 อาฆาตปฏิวินยสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต คือการใช้ "โยนิโสมนสิการ" เพื่อหยุดความโกรธที่ต้นเหตุ โดยการตั้งสติและพิจารณาว่า การกระทบกระทั่งหรือความไม่พอใจนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่จะต้องเกิดขึ้น เพื่อถอดถอนความยึดมั่นในเหตุการณ์นั้น ๆ ออกไป
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
ข้อที่ 259 และ ข้อที่ 260 ปฐมและทุติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย (สูตรที่ 1-2) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก
1. วรรณะ คือ ศีล
2. กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา
3. เชาว์ คือ ฝีเท้า (ปัญญา) ในข้อ 259 คือการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ “การเป็นโสดาบัน”
ส่วนของข้อ 260 คือดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ “อรหัตผล” จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง
4. ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่
นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก “คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน”
ข้อที่ 261 พลสูตร ว่าด้วยพละ “พละ” คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ4 นี้ จึงจะมีกำลังใจ คือ
1. วิริยะพละ: ความเพียร 4
2. สติพละ: สติปัฏฐาน 4
3. สมาธิพละ: ฌานทั้ง 4
4. ปัญญาพละ: ชำแรกกิเลส
พละ4 ต่างจากพละ คือ ไม่มีข้อศรัทธา
ข้อที่ 262 อรัญญสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรอยู่ป่าและไม่ควรอยู่ป่า ถ้ามี 4 ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มี 4 ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ 4 ข้อนี้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ
ข้อที่ 264 กัมมสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค กัมมปถวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาส
ข้อที่ 22 อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติของม้ากับระดับของบุคคลในทางธรรม โดยใช้คุณลักษณะของม้ามาเป็นอุปมาเพื่ออธิบายถึง "คุณภาพ" ของภิกษุหรือพุทธบริษัท โดยมีเกณฑ์วัด 3 ด้าน ดังนี้
เชาว์อุปมาเปรียบ ระดับมรรคผลวรรณะ อุปมาเปรียบ ความแตกฉานในอภิธรรมและอภิวินัย สามารถตอบปัญหาได้ไม่จนปัญญาความสูงและความใหญ่ อุปมาเปรียบ การได้รับปัจจัย 4โดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ด้านนี้ แบ่งประเภทบุคคลออกเป็น 3 ระดับ 9 จำพวกดังนี้
1. คนกระจอก 3 จำพวก คือผู้ที่ "รู้เพียงอริยสัจ 4" (ยังเป็นเสขบุคคลชั้นต้นหรือผู้ปฏิบัติ)
จำพวกที่ 1: รู้แค่อริยสัจ
จำพวกที่ 2: รู้อริยสัจ และตอบปัญหาธรรมได้
จำพวกที่ 3: รู้อริยสัจ ตอบปัญหาธรรมได้ และมีลาภยศพร้อม
*คนกระจอก หมายถึงผู้ที่รู้อริยสัจ 4 ซึ่งถือว่ามีคุณธรรมสูงกว่าปุถุชนทั่วไป
2. คนดี (สัปบุรุษ) คือผู้ที่เป็น "พระอนาคามี" (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้เด็ดขาด) แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกับกลุ่มแรก
3. บุรุษอาชาไนย (บุรุษผู้ฝึกดีแล้ว) คือผู้ที่เป็น "พระอรหันต์" มีจิตหลุดพ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกัน
ข้อที่ 23 ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม เป็นการแสดงลำดับเหตุและผลที่ส่งทอดต่อกัน โดยมี "ตัณหา" เป็นจุดเริ่มต้น สรุปสาระสำคัญเหตุปัจจัยมีตัณหาเป็นมูลเหตุ 9 ประการได้ดังนี้
1. เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น
2. เพราะอาศัยการแสวงหา การได้จึงเกิดขึ้น
3. เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น
4. เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น
5. เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น
6. เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น
7. เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น
8. เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น
9. เพราะอาศัยการรักษา บาปอกุศลธรรมหลายจึงเกิดขึ้น
ข้อที่ 24 สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส ภพที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์โลก 9 ประการ โดยแบ่งตามลักษณะของ "กาย" และ "สัญญา" ดังนี้
1. กายต่างกัน สัญญาต่างกัน: เช่น มนุษย์, เทวดาบางพวก และสัตว์วินิปาติกะบางพวก
2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพผู้อยู่ในชั้นพรหม (ปฐมฌานภูมิ)
3. กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน: เช่น พวกเทพชั้นอาภัสสระ
4. กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพชั้นสุภกิณหะ
5. ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา: เช่น พวกเทพชั้นอสัญญีสัตว์
6. เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 1
7. เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 2
8. เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 3
9. เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 4 (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
ข้อที่ 255 ปริเยสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้
ข้อที่ 256 สังคหวัตถุสูตร เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก
ข้อที่ 257 มาลุงกยปุตตสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์
ข้อที่ 258 กุลสูตร ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่
พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
-
หมวดธรรม 4 ประการใน อาปัตติภยวรรค และ อภิญญาวรรค
ข้อที่ 249 พหุการสูตร ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือ
การคบสัตบุรุษ: การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีการฟังธรรม: เป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญาการโยนิโสมนสิการ: การคิดใคร่ครวญปรับปรุงธัมมานุธัมมปฏิปัตติ: เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวนลูป (Loop) จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอนข้อที่ 250-253 ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร: ว่าด้วย "อนริยโวหาร" หรือโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ 4 ประการ เป็นการกล่าววาจาอันไม่จริง ได้แก่ 1) ไม่เห็นว่าเห็น 2) ไม่ได้ฟังว่าฟัง 3) ไม่ได้ทราบว่าทราบ 4) ไม่ได้รู้ว่ารู้ ซึ่งเป็นวาจาที่ควรละเว้น ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป จบอาปัตติภยวรรค
เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง: ข้อที่ 254 อภิญญาสูตร ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือ
ธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือ ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 มีความเป็นอนัตตาธรรมที่ควรละ คือ สมุทัย ในที่นี้ คือ อวิชชา และภวตัณหา ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกามธรรมที่ควรทำให้เจริญ คือ มรรค ในที่นี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ นิโรธ ในที่นี้ คือ วิชชาและวิมุตติ วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้ง 4 อย่างนี้ พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมาพระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
- Visa fler