Avsnitt

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง
    ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom
    สอบถามที่ LINE @morprawate

    หมอประเวชได้อธิบายถึงความสำคัญของ “พลังงานและพลังชีวิต” (Energy and Life Force) ที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตและสภาวะอารมณ์ของมนุษย์ โดยชี้ให้เห็นว่าภาวะซึมเศร้า อาการหมดไฟ (Burnout) หรือความรู้สึกหมดสภาพ ล้วนเกิดจากการสูญเสียสมดุลของพลังงานใน 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติทางร่างกาย (ชีวภาพ) มิติทางจิตใจ (ความคิดและการจัดการอารมณ์) และมิติทางความสงบภายใน (จิตวิญญาณ) คลิปนี้มุ่งเน้นการอธิบายกลไกสมองที่เชื่อมโยงกับบาดแผลในใจ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจและสามารถฟื้นฟูพลังงานชีวิตได้อย่างยั่งยืนด้วยความเมตตาต่อตนเอง

    ทฤษฎีและกลไกทางจิตวิทยา (Psychological Concepts)

    กลไกสู้ หนี และยอมจำนน (Fight, Flight, Freeze Response): สมองและระบบประสาทของมนุษย์จะคอยประเมินความปลอดภัยอยู่เสมอ หากเจอภัยคุกคามที่รู้สึกว่า “สู้ก็ไม่ได้ หนีก็ไม่ได้” (เช่น เด็กเล็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย) สมองจะเข้าสู่โหมด “ปิดสวิตช์ (Freeze)” เพื่อประหยัดพลังงานเอาชีวิตรอด ซึ่งหากเกิดขึ้นซ้ำๆ จะกลายเป็นรากฐานของอาการซึมเศร้า ซึมเหม่อ และภาวะหมดไฟในยามเป็นผู้ใหญ่ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของชีวิต: การทำงานของอวัยวะและเซลล์เปรียบเสมือน “ฮาร์ดแวร์” ในขณะที่กลไกทางจิตวิทยา เช่น วิธีคิด การรับรู้อารมณ์ และการจัดการความสัมพันธ์ เปรียบเสมือน “ซอฟต์แวร์” หากเรามีกระบวนการคิดวนเวียน เก็บกดอารมณ์ หรือมีความขัดแย้งเรื้อรัง ซอฟต์แวร์นี้จะสูบพลังงานชีวิตไปอย่างมหาศาลบาดแผลทางใจข้ามรุ่น (Transgenerational Trauma & Epigenetics): ประสบการณ์เลวร้ายหรือนิสัยการตอบสนองต่อความเครียด สามารถส่งต่อจากบรรพบุรุษผ่านทางยีนและสภาพแวดล้อมได้ แต่มนุษย์สามารถ “ตัดวงจร” นี้ได้ผ่านการตระหนักรู้และเยียวยาจิตใจในรุ่นของตนเองความสัมพันธ์และสรีรวิทยา (Interpersonal Neurobiology): ความรักและความรู้สึกปลอดภัยจะสร้างพลังงานบวกและกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนที่เอื้อต่อการฟื้นฟูร่างกาย ในทางกลับกัน ความขัดแย้งและความโดดเดี่ยวจะกระตุ้นระบบความเครียด ซึ่งส่งผลเสียลึกไปจนถึงระดับเซลล์และอวัยวะภายใน

    แนวทางการรับมือและการปรับใช้ (Coping Strategies & Actionable Insights)

    อัปเกรดทักษะทางใจ (Software Upgrade / Cognitive Restructuring): ฝึกรับรู้และยอมรับอารมณ์ของตนเองตามความเป็นจริง ไม่ใช้วิธี “วิ่งหนี” ความเจ็บปวดไปวันๆ เมื่อเผชิญความผิดหวัง ให้เปลี่ยนเสียงตำหนิตัวเองเป็นการ “ถอดบทเรียน” ว่าเราได้เรียนรู้อะไร เพื่อเปลี่ยนบาดแผลให้เป็นพลังในการเติบโตบริหารความสัมพันธ์และขอบเขต (Boundary Setting): จัดการความสัมพันธ์รอบตัวให้อยู่ในจุดที่สมดุล รู้จักลากเส้นแบ่งขอบเขตเพื่อปกป้องพลังงานของตนเอง ไม่นำความทุกข์ของผู้อื่นมาแบกรับไว้ทั้งหมดชาร์จพลังงานระดับจิตวิญญาณ (Spiritual & Mindful Practices): จัดสรรเวลาในชีวิตให้ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับความนิ่งสงบ หรือฝึกฝนศาสตร์ที่เชื่อมโยงกายและจิต เช่น สมาธิ ชี่กง หรือโยคะ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาทที่เคยชินกับโหมดระแวงภัยได้รับการผ่อนคลาย ช่วยให้จิตใจประณีตและปล่อยวางปัญหาได้ดีขึ้น
  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง
    ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom
    สอบถามที่ LINE @morprawate

    คลิปนี้พูดถึงประสบการณ์และกลไกทางจิตวิทยาของการทำ Dark Retreat (การฝึกตนในห้องมืดสนิท) ซึ่งเป็นการตัดขาดสิ่งเร้าภายนอก (Sensory Deprivation) โดยเฉพาะการมองเห็น ซึ่งโดยปกติสมองจะใช้พื้นที่กว่าครึ่งในการประมวลผลภาพ เมื่อการรับรู้ส่วนนี้ถูกปิดลง จะเกิดปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่สำคัญดังนี้:

    การสร้างภาพจำลองและกลไกของสมอง: สมองที่คุ้นชินกับการรับข้อมูลตลอดเวลาจะพยายามดึง “ความทรงจำเก่า” มาผสมผสานเพื่อสร้างภาพจำลองของสภาพแวดล้อมขึ้นมาเอง ซึ่งภาพเหล่านี้มักไม่ตรงกับความเป็นจริง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตประจำวันว่า การรับรู้ของเรามักถูกเจือปนด้วยอคติและข้อสรุปจากอดีตเสมอ เราจึงไม่ควรด่วนเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นหรือจิตคิด แต่ต้องหมั่นตรวจสอบความเป็นจริงการเพิ่มประสิทธิภาพของประสาทสัมผัสอื่น (Sensory Compensation): เมื่อตาทำงานไม่ได้ สัมผัสอื่นๆ ทั้งการได้ยิน การรับรส ดมกลิ่น รวมถึงการรับรู้ความรู้สึกจากร่างกาย (Somatic Awareness) จะตื่นตัวและแจ่มชัดขึ้นมาก ทำให้เป็นสภาวะที่เหมาะแก่การฝึกเจริญสติและการรู้เท่าทันร่างกายการผุดพรายของปมค้างใจ (Surfacing of the Unconscious): เมื่อไม่มีสิ่งเร้าภายนอกให้หลีกหนี จิตใต้สำนึกจะดันเอาความทรงจำเก่าๆ โดยเฉพาะความรู้สึกและบาดแผลจากวัยเด็กขึ้นมาสู่ระดับจิตสำนึก หากผู้ฝึกมีทักษะในการจัดการ จะเป็นโอกาสทองในการเยียวยา (Healing) แต่หากไม่มีทักษะ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกหรือภาวะทางอารมณ์ท่วมท้นได้Spiritual Stress Test: การอยู่ในห้องมืดเปรียบเสมือนการทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจ (เหมือนการเดินสายพานตรวจคลื่นหัวใจ) ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงและห้ามทำในผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการหูแว่ว ภาพหลอน ไบโพลาร์ ซึมเศร้ารุนแรง หรือผู้ที่มีความเครียดสะสม โดยจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ (Supervisor) คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
  • Saknas det avsnitt?

    Klicka här för att uppdatera flödet manuellt.

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง
    ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom
    สอบถามที่ LINE @morprawate

    คลิปนี้เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่าง กระบวนการบำบัดทางจิตวิทยาตะวันตก กับ หลักการเจริญสติทางพุทธศาสนา โดยหยิบยกแนวคิดจากหนังสือ Reconciliation: Healing the Inner Child ของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มาเป็นแกนหลักในการอธิบายกระบวนการเยียวยาจิตใจ โดยมีประเด็นสำคัญทางจิตวิทยา ดังนี้:

    การเชื่อมโยงกับ “เด็กน้อยภายใน” (Healing the Inner Child): เมื่อคนเราเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็ก จิตใต้สำนึกมักสร้างกลไกป้องกันตัวเอง (Defense Mechanism) ขึ้นมาโดยการปิดกั้น ละเลย หรือปฏิเสธความเจ็บปวดเหล่านั้น กระบวนการเยียวยาที่แท้จริงคือการกลับไปตระหนักรู้และเชื่อมโยง (Reconciliation) กับเด็กน้อยในตัวเราอีกครั้ง“สติ” ในฐานะรากฐานของการบำบัด: การฝึกสติเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถเฝ้ามองความเจ็บปวดและบาดแผลทางใจได้โดยไม่ถูกครอบงำ ซึ่งการนำหลักปฏิบัตินี้มาใช้ต้องทำอย่างถูกวิธี เนื่องจากผู้ที่มีบาดแผลทางใจบางรายอาจพบว่าการปฏิบัติธรรมทำให้สภาวะจิตใจรับมือได้ยากขึ้นหากไม่มีกระบวนการรองรับที่เหมาะสมการแสดงออกของบาดแผลทางใจในวัยผู้ใหญ่ (Trauma Responses): บาดแผลจากวัยเด็กที่ฝังรากลึกและไม่ได้รับการเยียวยา มักแสดงออกผ่านอาการทางกายและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น
    • พฤติกรรมระบายความเครียดโดยไม่รู้ตัว: เช่น การกัดเล็บ ดึงผม หรือกัดปกเสื้อ
    • ปัญหาการนอนหลับเรื้อรัง: การนอนไม่หลับที่แก้ไม่หาย มักเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติ (Nervous System) ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลาจากภาวะ Trauma
    • ปัญหาความสัมพันธ์: เช่น การมีปัญหากับหัวหน้างานหรือผู้มีอำนาจ ซึ่งมักมีรากฐานมาจากการส่งผ่าน (Transference) ปมความสัมพันธ์ที่เคยมีกับพ่อแม่ในวัยเด็ก
  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    วิดีโอนี้เป็นการบรรยายโดยนายแพทย์ประเวช จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มาให้แนวทางการประเมินและเยียวยาตัวเองเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า โดยชี้ให้เห็นว่าโรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากสารเคมีในสมองผิดปกติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยเชื่อมโยง 5 กลุ่มใหญ่ ทั้งวิถีชีวิต ความคิด และปมในอดีต ซึ่งเราสามารถเริ่มลงมือปรับปรุงเพื่อฟื้นฟูระบบชีวภาพและจิตใจของตัวเองได้ทันทีโดยไม่ต้องรอพึ่งพาเฉพาะยารักษาโรคอย่างเดียว

    ประเด็นสำคัญ

    เริ่มดูแลตัวเองได้ทันทีเมื่อสงสัย: ไม่จำเป็นต้องรอการยืนยันวินิจฉัยจากจิตแพทย์อย่างเป็นทางการ หากเริ่มสังเกตเห็นอารมณ์ดิ่ง ท้อ หรือเบื่อ ก็สามารถหันกลับมาสำรวจชีวิตและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงได้เลยวิถีชีวิตคือฐานระบบชีวภาพ: การกิน การนอน การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และสายสัมพันธ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการทำงานของสมองและการอักเสบในร่างกายระบบความคิดแบบลบ 3 ด้าน: การมองตัวเองในแง่ลบ มองโลกในแง่ลบ และมองอนาคตในแง่ลบ เป็นชุดความคิดหลักที่เร่งความเสี่ยงและหล่อเลี้ยงอาการซึมเศร้าให้รุนแรงขึ้นระวังพฤติกรรมการแยกตัวและการคิดวน: อาการเก็บตัว หลบหน้า ละทิ้งหน้าที่ หรือพฤติกรรมการคิดวนซ้ำ จะย้อนกลับมาทำร้ายพลังงานชีวิตและกระตุ้นวงจรความเศร้าให้ดิ่งลงไปอีกบาดแผลทางใจในวัยเด็กคือต้นตอหลัก: ประสบการณ์เลวร้ายหรือปมค้างใจในอดีตส่งผลลึกถึงโครงสร้างสมองส่วนลึก ทำให้การกินยาหรือการพูดคุยทั่วไปอาจได้ผลจำกัดโรคทางกายและยากระตุ้นโรคซึมเศร้าได้: ยาสเตียรอยด์ ยาคุม หรือโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน (ที่ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินและน้ำตาลสูง) และภาวะหลังติดเชื้อไวรัส ล้วนส่งผลให้สมองเกิดการอักเสบและเกิดอาการซึมเศร้าตามมาสารเคมีในสมองไม่ใช่สาเหตุเดียว: ในปัจจุบัน ยุคความรู้ใหม่ชี้ชัดว่าอาการซึมเศร้าสัมพันธ์กับการอักเสบของสมองและปัจจัยเชิงระบบที่ซับซ้อน ไม่ควรด่วนสรุปว่าเกิดจากสารเคมีผิดปกติจนคิดว่าตนเองทำอะไรไม่ได้

    ข้อมูลเชิงลึก
    นายแพทย์ประเวชอธิบายโครงสร้างปัจจัยที่นำไปสู่โรคซึมเศร้า และความเชื่อมโยงของระบบจิตใจกับชีวภาพไว้อย่างลึกซึ้ง:

    ปัจจัยด้านวิถีชีวิต 5 ประการ:
    • การกิน: แนะนำการทานผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืชหลากชนิด (เป้าหมาย 30 ชนิดต่อสัปดาห์) และอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ตสูตรไม่มีน้ำตาล เพื่อลดการอักเสบในร่างกาย และให้ลดละอาหารที่ผ่านกระบวนการสูง (เช่น ขนมถุง อาหารแช่แข็ง) และของหวาน
    • การนอน: ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมอารมณ์ และเป็นช่วงเวลาที่สมองใช้เคลียร์ทำความสะอาดตัวเอง
    • การออกกำลังกาย: แนะนำระดับปานกลางให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ขึ้นไป และชี้ว่า “การนั่งนาน” เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งสุขภาพกาย สมอง และปัญหารมณ์
    • ความเครียดและการคิดวนซ้ำ: การคิดวนเป็นตัวดูดกินพลังงานสมองอย่างมหาศาล
    • สายสัมพันธ์: ความเหงา โดดเดี่ยว หรือรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆระบบความคิดแบบสามด้านและวงจรพฤติกรรม:
    • การแปลความหมายของเหตุการณ์ในชีวิตส่งผลต่อจิตใจอย่างมาก เช่น หากอกหักแล้วคิดว่า “ฉันไม่ดีพอ” จะเสี่ยงซึมเศร้าสูง แต่หากมองว่า “เราสองคนไม่มีวาสนาต่อกัน” ความเสี่ยงจะลดลงเพราะยอมรับความจริง
    • นิสัยมองตัวเองลบ มองโลกลบ มองอนาคตลบ มักส่งผลให้พฤติกรรมแสดงออกเปลี่ยนไป เช่น แยกตัว หยุดกิจกรรมที่เคยชอบ ส่งผลลบย้อนกลับมากลายเป็นวงจรปิดกั้นตัวเองบาดแผลในวัยเด็กและกลไกเหนือพันธุกรรม:
    • ปมค้างใจในวัยเด็ก เช่น พ่อแม่หย่าร้าง ถูกทำร้าย หรือละเลย ส่งผลลึกถึงโครงสร้างสมองส่วนลึก ทำให้ผู้ป่วยบางรายรักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่หาย พันธุกรรมมีส่วน 20-40% แต่สามารถคลายล็อคได้ด้วยวิทยาศาสตร์ “กลไกเหนือพันธุกรรม” ผ่านการปรับวิถีชีวิตและการเยียวยาปมในอดีต

    แนวทางการนำไปปฏิบัติ

    ปรับฐานระบบชีวภาพทันที: กินอาหารที่มีประโยชน์ (เน้นผัก ถั่ว อาหารหมัก) นอนเป็นเวลา ออกกำลังกายเป็นประจำ และเลิกนิสัยนั่งแช่อยู่กับที่นานๆฝึกทักษะการพักความคิด: เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มคิดลบ คิดวน หรือกังวลในเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ ให้ฝึกมีสติรับรู้สภาวะในร่างกาย ถอยความคิดออกมาและอย่าเพิ่งหลงเชื่อความคิดในหัวทันทีฝืนทำพฤติกรรมเชิงบวกฝ่าวงจรเศร้า: หากรู้สึกดิ่งจนไม่อยากทำอะไร ไม่อยากออกไปไหน ให้พยายามฝืนทำกิจกรรมเล็กๆ เช่น การขยับร่างกาย หรือการออกกำลังกายคาร์ดิโอ เพื่อดึงสติและพลังงานกลับมาพกรายชื่อยาประจำตัวไปปรึกษาแพทย์: หากทานยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาลดความดันบางชนิด หรือยาคุมกำเนิดอยู่ แล้วพบว่ามีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย ให้นำข้อมูลยาไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมินผลกระทบร่วมกันมองหาการบำบัดระดับลึก: หากอาการซึมเศร้าเรื้อรังมานาน ทานยาแล้วไม่ดีขึ้น ให้พิจารณาเข้ารับการเยียวยากับนักจิตบำบัดที่เชี่ยวชาญการทำงานกับปมค้างใจส่วนลึก (เช่น โมเดลซาเทียร์)

    คำคม/โควตสำคัญ

    “เมื่อเราสงสัยเนี่ย มันไม่จำเป็นต้องรอการยืนยันวินิจฉัยโดยจิตแพทย์ แต่เราสามารถหันมาทบทวนตัวเองได้”“โรคซึมเศร้าแต่ละคนมันเกิดจากปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน และการรักษาโรคซึมเศร้าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน”“คำอธิบายเรื่องสารเคมีในสมองว่าเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า มันไม่ใช่คำอธิบายที่ดี… มันแยกส่วนมากๆ”“การเยียวยาภายในเป็นประตูเปิดเข้าสู่การเติบโตทางจิตวิญญาณ”“เราเปลี่ยนอารมณ์ของคนอื่นไม่ได้โดยตรง แต่อารมณ์ของคนเราก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรม ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม”

    หัวข้อที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาเพิ่มเติม

    การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) และทฤษฎีระบบความคิดสามด้านของ อารอน เบ็ค (Aaron Beck)โมเดลซาเทียร์ (Satir Model) (แนวคิดภูเขาน้ำแข็งของซาเทียร์ในการวิเคราะห์ระบบจิตใจ)กลไกเหนือพันธุกรรม (Epigenetics) (กลไกที่สิ่งแวดล้อมส่งผลต่อการแสดงออกของยีน)แกนความสัมพันธ์ระหว่างลำไส้และสมอง (Gut-Brain Axis) (ความสัมพันธ์ระหว่างระบบทางเดินอาหาร สุขภาพลำไส้ และอารมณ์สมอง)ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก (ACEs) และผลกระทบต่อพัฒนาการสมองส่วนลึก
  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    วิดีโอนี้จากช่อง “ปลดล็อกกับหมอเวช” อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง 3 สภาวะที่คนวัยทำงานมักพบเจอ คือ อาการหมดแรง หมดไฟ และโรคซึมเศร้า พร้อมแนวทางการจัดการตัวเองดังนี้ครับ
    สรุปเนื้อหาสำคัญ

    อาการหมดแรง (Exhaustion): เป็นสภาวะชั่วคราวที่พลังงานลดลง มักเกิดจากการบริหารพลังงานชีวิตไม่ดี เช่น อดนอนเรื้อรัง ความเครียดสะสม หรือปัญหาสุขภาพ หากปรับเปลี่ยนกิจวัตร เช่น นอนให้พอและออกกำลังกาย อาการจะดีขึ้นเองได้ ภาวะหมดไฟ (Burnout): มีลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ ระบบงาน และความเครียดเรื้อรังในที่ทำงาน โดยมีอาการสำคัญ 3 ประการ คือ :
    1. รู้สึกหมดพลังงานล้าทางอารมณ์
    2. มีทัศนคติเชิงลบต่อที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรือดื้อเงียบ
    3. ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง แม้จะมีความสามารถก็ตาม โรคซึมเศร้า (Depression): เป็นภาวะทางจิตเวชที่รุนแรงกว่า มีอาการเศร้ามากและยาวนานเกิน 2 สัปดาห์ จนกระทบการใช้ชีวิต เกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน เช่น กรรมพันธุ์ ประสบการณ์วัยเด็ก หรือนิสัยส่วนตัว (เช่น ความเป็น Perfectionist)

    วิธีแยกแยะเบื้องต้น
    คนที่มีภาวะ “หมดไฟ” มักจะรู้สึกสดชื่นและมีความสุขขึ้นเมื่ออยู่นอกบริบทงาน (เช่น วันหยุด) แต่จะรู้สึกแย่เมื่อต้องกลับไปทำงานในเช้าวันจันทร์ ส่วนคนที่เป็น “โรคซึมเศร้า” มักจะมีความเศร้าครอบคลุมในหลายสถานการณ์ ไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียว
    แนวทางการจัดการ
    หมอเวชเน้นย้ำเรื่อง “การบริหารพลังงาน” เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับทุกสภาวะ โดยให้เริ่มจาก 3 หัวใจหลัก: กิน นอน และออกกำลังกาย สำหรับคนที่มีภาวะหมดไฟ ควรเรียนรู้ทักษะการจัดการปัญหาในที่ทำงานและมองหาที่ปรึกษาหรือเพื่อนที่ไว้ใจได้เพื่อหาทางออกในเชิงระบบ

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    สรุปเนื้อหาจากวิดีโอ YouTube หัวข้อ “เมื่อเปิดรับความตาย เราค้นเจอความกล้า” โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุล (หมอเวช) มีรายละเอียดดังนี้ครับ:
    สรุปเนื้อหาสำคัญ
    วิดีโอนี้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการใช้ความตายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิต โดยหมอเวชได้แบ่งปันประสบการณ์จากการสูญเสียคุณพ่อของท่าน ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างความตระหนักให้กับคนรอบข้างใน 2 กรณีหลัก:

    การกล้าที่จะเยียวยาความสัมพันธ์: * มีลูกศิษย์ที่ตัดสินใจเลิกผัดวันประกันพรุ่ง และนำจดหมายที่เขียนถึงแม่ (ตามหลักสูตรการเตรียมตัวตาย) ไปอ่านให้แม่ฟังเพื่อปรับความเข้าใจและเคลียร์ความรู้สึกที่ค้างคาใจมานาน การกล้าเผชิญหน้ากับปมในอดีต: * ตัวอย่างเคสที่รับรู้ข่าวการตายแล้วเกิดอารมณ์รุนแรง เพราะตระหนักว่าเวลาของพ่อแม่ตนเองเหลือไม่มาก หมอเวชได้ใช้เทคนิค Brainspotting และการทำงานกับร่างกายเพื่อพาเขากลับไปสำรวจความทรงจำที่เจ็บปวดในวัยเด็ก เพื่อให้เขาสามารถกลับไปดูแลพ่อแม่ได้อย่างสนิทใจโดยไม่มีกำแพงความโกรธขวางกั้น

    ข้อคิดหลัก:

    ความตายคือตัวโฟกัสชีวิต: เมื่อเราเปิดรับความจริงว่าชีวิตไม่แน่นอน เราจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ และกล้าที่จะทำสิ่งนั้นทันทีโดยไม่รอให้สายเกินไปความกล้าไม่ได้แปลว่าไม่กลัว: แต่หมายถึงการกลัวที่จะไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ มากกว่ากลัวความเจ็บปวดจากการเผชิญหน้า การเตรียมตัวตายคือการเตรียมตัวอยู่: การจัดการทรัพย์สิน พินัยกรรม และการเยียวยาจิตใจให้สงบ เป็นภารกิจที่ควรทำตั้งแต่วันที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน
  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    วิดีโอจาก YouTube หัวข้อ “EP.441 บริหารพลังชีวิตในโลกที่สับสนวุ่นวาย” โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุล ได้ให้แนวทางในการดูแลและรักษาพลังงานของชีวิตผ่านระบบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน โดยสรุปเนื้อหาสำคัญได้ดังนี้ครับ:
    สรุปเนื้อหาสำคัญ

    แหล่งพลังงานพื้นฐาน (ชีวภาพ): พลังงานเริ่มต้นมาจากอาหารที่มีคุณภาพและอากาศ (ออกซิเจน) ที่เราหายใจเข้าไป รวมถึงการดื่มน้ำที่เพียงพอเพื่อช่วยให้สมองทำงานได้ดี 4 ระบบชีวภาพที่ต้องบริหาร:
    • สมองและระบบประสาท: ต้องทำให้ร่างกายรู้สึกปลอดภัย เพื่อลดการใช้พลังงานที่เกิดจากความเครียด
    • วงจรการตื่นและนอน: การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับแสงแดดและการนอนที่มีคุณภาพช่วยฟื้นฟูพลังงาน
    • ระดับน้ำตาลในเลือด: หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้น้ำตาลสวิงเร็ว เพราะจะทำให้พลังงานตกและเกิดการอักเสบในร่างกาย
    • การสมดุลของน้ำ: สมองไวต่อการขาดน้ำ การจิบน้ำสม่ำเสมอช่วยให้สมองแจ่มใส พลังงานทางจิตใจ (อารมณ์และความคิด):
    • อารมณ์: อารมณ์ลบเรื้อรัง (โกรธ, กังวล) เป็นตัวสูบพลังงาน การฝึกจัดการอารมณ์จะช่วยรักษาพลังชีวิต
    • ความคิด: การคิดวนหรือคิดตำหนิตัวเองกินพลังงานสูงมาก ควรฝึกการมีสมาธิจดจ่อ และการคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อโฟกัสเป้าหมาย ปัจจัยภายนอก: ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนช่วยให้รู้สึกปลอดภัยและเป็นสุข ซึ่งส่งผลดีต่อระบบพลังงาน ในขณะที่สิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ (PM 2.5) หรือเสียงรบกวนจะบั่นทอนพลังงาน การลงมือทำ: ในโลกที่วุ่นวายเราต้องกลับมาจัดการสิ่งที่ควบคุมได้ เช่น การเลือกอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการฝึกสติ
  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    วิดีโอนี้เป็นการไลฟ์สดของ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุล (จิตแพทย์) ในหัวข้อ “พูดคุยเรื่องชีวิตกับคนรุ่นใหม่” ซึ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจและลดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ทั้งในครอบครัวและที่ทำงาน โดยมีสรุปเนื้อหาสำคัญดังนี้ครับ
    สรุปเนื้อหาสำคัญ
    1. ปัญหาของช่องว่างระหว่างวัย:

    คนรุ่นก่อน (พ่อแม่/หัวหน้า) มักหวังดีแต่ใช้ “ความคาดหวัง” และ “ความต้องการให้เชื่อ” เป็นตัวตั้ง ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกถูกควบคุม ซักไซ้ และไม่เป็นอิสระความขัดแย้งมักเกิดจากระบบคุณค่า (Value System) และไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน เช่น มุมมองเรื่องการใช้เงิน เทคโนโลยี และความเชื่อทางศาสนา

    2. หลักการสื่อสาร 4 ข้อเพื่อเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่:

    คุยเพื่อเรียนรู้ตัวเขา: สนใจในสิ่งที่เขาเป็น ความฝัน ความหวัง และไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ถามเรื่องเงินเดือนหรือหน้าที่การงานอย่าพยายามเปลี่ยนความคิด: เปิดรับการแลกเปลี่ยนโดยไม่ตัดสิน (Non-judgmental) ยอมรับว่าเขามีสิทธิ์คิดต่างสร้างพื้นที่ปลอดภัย: ทำให้การพูดคุยเป็นประสบการณ์ที่ดี เป็นการอัปเดตชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่พื้นที่ของการตำหนิหรือสอนสั่งเสนอข้อมูลจากมุมมองเรา (เป็นลำดับสุดท้าย): ให้ข้อมูลหรือประสบการณ์ในฐานะ “ทางเลือก” โดยไม่คาดหวังว่าเขาต้องเชื่อตาม

    3. การปรับตัวของคนรุ่นใหม่และคนทำงาน:

    คนรุ่นใหม่เผชิญกับความกดดันสูงและความเปราะบางทางอารมณ์ ผู้ใหญ่ควรใช้ทักษะการฟังที่เห็นอกเห็นใจ (Empathy) ให้มากขึ้น

    ความสุขมี 5 ประเภท (ตามแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก) ได้แก่ ความเพลิดเพลิน, สายสัมพันธ์, ความจดจ่อ (Flow), ความสำเร็จ และการมีเป้าหมายที่หมายถึงคุณค่าชีวิต

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    วิดีโอจากช่อง “ปลดล็อกกับหมอเวช” โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล (จิตแพทย์) ในหัวข้อ “พิธีศพมีประโยชน์อย่างไร” (เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569) มีเนื้อหาโดยสรุปที่เน้นถึงคุณค่าของพิธีกรรมในเชิงจิตวิทยาและสังคม ดังนี้ครับ:
    1. การยืนยันความจริงของการสูญเสีย

    ยอมรับความจริง: พิธีศพเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนที่ยังอยู่ได้ตระหนักและยืนยันว่าบุคคลอันเป็นที่รักได้จากไปแล้วจริงๆ ซึ่งความจริงนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดการกับความโศกเศร้า (Grief)ปรับสถานะความสัมพันธ์: ช่วยให้เราเริ่มเปลี่ยนความสัมพันธ์จาก “การมีตัวตนอยู่” ไปสู่ “การเป็นความทรงจำ”

    2. ประโยชน์ต่อจิตใจและอารมณ์

    พื้นที่จัดการความเศร้า: เป็นช่วงเวลาที่อนุญาตให้ผู้สูญเสียได้แสดงออกถึงความเศร้าโศก โดยมีกรอบของพิธีกรรมช่วยพยุงไม่ให้ฟุ้งซ่านจนเกินไปการตระหนักถึงสัจธรรม: พิธีกรรมช่วยตอกย้ำเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของคนที่ยังอยู่ ให้เห็นคุณค่าของเวลาและการมีชีวิต

    3. ประโยชน์ในเชิงสังคมและวัฒนธรรม

    ระบบสนับสนุน (Support System): พิธีศพเป็นสื่อกลางที่รวมคนในสังคมหรือญาติมิตรมาให้กำลังใจผู้สูญเสีย ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้เผชิญความทุกข์เพียงลำพังภูมิปัญญาที่สะสมมา: คุณหมอเน้นว่าพิธีศพในแต่ละวัฒนธรรมถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทางจิตใจและสังคมที่แตกต่างกันไปตามชุดความเชื่อ แต่มีจุดร่วมคือการเยียวยา

    4. ประสบการณ์ส่วนตัวและการเตรียมตัว

    คุณหมอได้แบ่งปันประสบการณ์จากการดูแลคุณพ่อในช่วงวาระสุดท้ายจนถึงการจัดพิธีศพ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการ “เตรียมตัวตายให้ดี” และการวางแผนงานศพไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อผู้ที่จากไปและผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

    วิดีโอนี้สรุปไว้ว่า พิธีศพไม่ใช่เพียงเรื่องของความเชื่อหรือประเพณีเท่านั้น แต่เป็น “กระบวนการทางจิตวิทยา” ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการช่วยให้มนุษย์ก้าวผ่านความสูญเสียและกลับมาดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom
    สอบถามที่ LINE @morprawate

    วิดีโอเรื่อง “ดูแลคนรักให้จากไปอย่างสงบที่บ้าน” โดยคุณหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ ได้แบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการดูแลคุณพ่อวัย 105 ปีในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้ครับ

    การเตรียมตัวและปัจจัยสำคัญในการดูแลที่บ้าน
    การตัดสินใจร่วมกันในครอบครัว: เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจรบกวนความสงบของผู้ป่วย การพูดคุยตกลงกันล่วงหน้าช่วยให้ทุกคนมีทิศทางเดียวกันในการดูแล [28:24]

    การเลือกสถานที: บ้านเป็นพื้นที่ที่คุ้นเคย ให้ความรู้สึกปลอดภัย และเป็นส่วนตัว ซึ่งเอื้อต่อการทบทวนชีวิตและปฏิบัติกิจตามความเชื่อทางศาสนาได้ดีกว่าโรงพยาบาล [07:52]

    ทีมปรึกษาด้านสุขภาพ: ควรมีแพทย์หรือทีมดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่เข้าใจและพร้อมสนับสนุนความต้องการของผู้ป่วยและญาติ เพื่อช่วยบริหารจัดการอาการทางกายให้ผู้ป่วยสบายที่สุด [22:12]

    การดูแลในมิติต่างๆ ของผู้ป่วยระยะท้าย
    ด้านร่างกาย: มุ่งเน้นความสบายและการลดความทุกข์ทรมาน ไม่เน้นการยื้อชีวิตด้วยเครื่องมือที่ผู้ป่วยไม่ต้องการ [03:16] เมื่อเข้าสู่ระยะใกล้เสียชีวิต ร่างกายจะมีกลไกธรรมชาติ เช่น การรับประทานอาหารน้อยลง ซึ่งจะทำให้เกิดสภาวะคีโตซิส (Ketosis) ช่วยให้สมองรู้สึกเคลิ้มสบาย [16:42]

    ด้านจิตใจและอารมณ์: ช่วยให้ผู้ป่วยคลายการยึดติด ปล่อยวางสิ่งต่างๆ และจัดการเรื่องค้างคาใจ [03:42]

    ด้านจิตวิญญาณ: การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความเชื่อ เช่น การวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเปิดเสียงสวดมนต์ เพื่อช่วยให้ดวงจิตเดินทางไปสู่ภพภูมิที่ดีตามความเชื่อ [04:05]

    บทเรียนจากการสังเกตวาระสุดท้าย
    สัญญาณทางกาย: ในช่วงท้าย มือเท้าจะเริ่มเย็นลง [16:13] การหายใจจะเปลี่ยนไป เช่น มีเสียงครืดคราดในลำคอ (Dead Rattles) หรือการหายใจเข้าสั้นออกยาว ซึ่งเป็นกลไกปกติของร่างกายที่กำลังจะดับสลาย [18:03]

    ปัญญาของร่างกาย: ร่างกายมีวิธีการของมันเองในการก้าวเข้าสู่ความตายอย่างสงบ หากเราเข้าใจและไม่ฝืนกลไกธรรมชาติมากเกินไป [14:47]

    การเผชิญความตายของตนเอง: การได้เฝ้าดูและดูแลคนรักในวาระสุดท้าย ช่วยให้เราได้เติบโตและมีความกล้าหาญที่จะเผชิญกับความตายของตนเองในอนาคตได้ดีขึ้น [01:12:21]

    คุณหมอยังเน้นย้ำว่า การเตรียมตัวตายที่ดีควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนที่ยังมีสุขภาพดี เพื่อให้วาระสุดท้ายเป็นไปอย่างสงบและสมเกียรติที่สุดครับ

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    วิดีโอนี้สรุปแนวทางการดูแลร่างกายในช่วงท้ายของชีวิต โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล ซึ่งนำเสนอมุมมองผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและพุทธศาสนาแนวทิเบต เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและญาติสามารถเตรียมตัวรับมือกับวาระสุดท้ายได้อย่างสงบและเหมาะสม

    สรุปเนื้อหาสำคัญจากวิดีโอ:

    ร่างกายมีปัญญาในการตาย: ร่างกายมนุษย์มี “โปรแกรม” ตามธรรมชาติที่รู้วิธีการเข้าสู่กระบวนการตาย เช่นเดียวกับการที่ร่างกายรู้วิธีการคลอดลูก [03:20]อาการทางร่างกายในระยะสุดท้าย:ช่วง 6 เดือนก่อนเสียชีวิต: ผู้ป่วยจะเริ่มอ่อนแรง นอนมากขึ้น แยกตัว และความอยากอาหารลดลงอย่างเห็นได้ชัด [05:50]กลไกความสบายตามธรรมชาติ: เมื่อผู้ป่วยหยุดรับอาหาร ร่างกายจะเผาผลาญไขมันจนเกิดสาร “คีโตน” ในเลือด ซึ่งส่งผลต่อสมองให้เกิดความรู้สึกสงบและเป็นสุขก่อนจากไป [09:03]การเปลี่ยนแปลงของการหายใจ: อาจมีอาการ “หิวอากาศ” หรือหายใจมีเสียงครืดคราดจากเสมหะ ซึ่งหากสีหน้าผู้ป่วยยังสงบ แปลว่าไม่ได้ทุกข์ทรมานอย่างที่ญาติเห็น [13:26]การสลายของธาตุตามแนวพุทธิเบต:กระบวนการตายคือการแตกสลายของธาตุต่างๆ เริ่มจากประสาทสัมผัสปิดตัวลง [18:01]ธาตุดิน: กล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกตัวหนักเหมือนมีอะไรทับ [18:42]ธาตุน้ำ: ร่างกายแห้งลง สมองอาจมีอาการสับสน [20:20]ธาตุไฟ: ความร้อนเย็นในร่างกายแปรปรวน รู้สึกหนาวสั่นภายใน [21:01]ธาตุลม: ลมหายใจเปลี่ยนแปลงไปจนถึงจุดสุดท้าย [21:23]คำแนะนำในการดูแล:สิ่งแวดล้อม: ควรจัดสถานที่ให้สงบ คุ้นเคย (เช่น ที่บ้าน) มีสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณที่ผู้ป่วยศรัทธา [23:10]การลดเครื่องมือแพทย์: เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายจริงๆ การหยุดป้อนอาหารทางสายหรือการให้เครื่องช่วยหายใจอาจช่วยให้ร่างกายเป็นอิสระและสงบมากกว่า [26:55]การสัมผัส: ในช่วงสุดท้าย (ธาตุลมสลาย) แนะนำให้ลดการสัมผัสตัวเพื่อไม่ให้เกิดความผูกพันดึงรั้งดวงจิต ยกเว้นการเคาะเบาๆ ที่กระหม่อมเพื่อนำทาง [36:31]หลังสิ้นลม: ควรวางร่างกายไว้นิ่งๆ อย่างน้อย 20-30 นาที เนื่องจากดวงจิตอาจยังไม่ออกจากร่างทันทีในมุมมองของพุทธิเบต [38:20]
  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    สรุปเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมตัวและวิธีการสื่อสารกับผู้ป่วยในวาระสุดท้าย เพื่อช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและญาติผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างสงบ มีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

    1. ทำไมเราควรบอกความจริงกับผู้ป่วย? [05:42]เพื่อให้ผู้ป่วยได้เตรียมตัว: การรู้ความจริงช่วยให้เขามีเวลาสะสางเรื่องค้างคาใจ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ ทรัพย์สิน หนี้สิน และความห่วงใยต่อคนที่ยังอยู่ผู้ป่วยมักจะรู้อยู่แล้ว: ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะสังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกายและท่าทีที่เปลี่ยนไปของญาติ [06:33] หากปิดบังจะทำให้เขาต้องเผชิญกับความตายอย่างโดดเดี่ยวและกังวลเป็นโอกาสทางจิตวิญญาณ: ช่วงเวลาใกล้ตายเป็นโอกาสที่คนเราจะเห็นสัจธรรมของชีวิตและยอมรับความจริง ซึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในที่ลึกซึ้งได้ [09:10]2. การเตรียมตัวของ “ผู้ที่จะเข้าไปคุย” [11:38]เผชิญความกลัวของตัวเองก่อน: ญาติที่จะไปคุยต้องจัดการความกลัวตายในใจตัวเอง เพราะท่าที น้ำเสียง และอารมณ์ของเราจะส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้ป่วยเข้าใจความกลัวของผู้ป่วย: ความกลัวทั่วไปประกอบด้วย ความเจ็บปวดทางกาย, การเสียศักดิ์ศรีที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น, ความเป็นห่วงภาระ และความพลัดพราก [14:47]ใช้ปัญญาและเมตตา: เมื่อเรายอมรับความจริงได้ เราจะมีความละเอียดอ่อนและพบกุศโลบายที่เหมาะสมในการช่วยเหลือผู้ป่วย [18:19]3. วิธีการคุยและหัวข้อที่ควรสื่อสาร [20:51]เปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยได้ระบาย: รับฟังสิ่งที่เขากังวลหรือห่วงใย โดยไม่ต้องรีบปฏิเสธหรือเบี่ยงเบนสะสางเรื่องค้างใจ: ส่งเสริมให้มีการขอโทษ ให้อภัย และวางความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องที่ผ่านมา [21:25]การกล่าวคำอำลา: สิ่งสำคัญคือญาติควรสื่อสารว่า “อนุญาตให้เขาจากไปได้” โดยไม่ต้องเป็นห่วงคนที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้ผู้ป่วยปล่อยวางได้อย่างสงบ [23:56]4. การสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อการ “ตายดี” [26:42]เลือกสถานที่ที่เหมาะสม: การตายใน ICU อาจเต็มไปด้วยความวุ่นวาย หากเป็นไปได้ควรจัดห้องส่วนตัวที่สงบ มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ (เช่น พระพุทธรูป หรือรูปภาพที่สบายใจ)ช่วงเวลาหลังสิ้นลม: ตามความเชื่อทางจิตวิญญาณ หลังหัวใจหยุดเต้นการรับรู้ยังอาจคงอยู่ชั่วครู่ แนะนำให้วางร่างไว้นิ่งๆ อย่างสงบประมาณ 1-2 ชั่วโมง ไม่ควรร้องไห้ฟูมฟายข้างหูผู้ป่วย [30:06]5. ช่วงตอบคำถาม (Q&A) [34:28]หมอเวชตอบคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกผิดของญาติที่เคยยื้อชีวิตผู้ป่วยจนเจ็บปวด โดยแนะนำให้ดูที่ “เจตนา” และให้อภัยตัวเอง [51:59]อธิบายเรื่องการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่เน้นความสุขสบายของผู้ป่วยมากกว่าการยื้อชีวิต [01:04:31]
  • วิดีโอ “EP.435 วิธีป้องกันความผิดซ้ำ” โดยคุณหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล ได้สรุปแนวคิดและวิธีการเพื่อช่วยให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาดและพัฒนาตนเองได้ดังนี้ครับ:

    1. ปรับทัศนคติต่อความผิดพลาด (Mindset)มองความผิดเป็นการเรียนรู้: การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพต้องมีส่วนผสมของการทำผิดและทำถูก การทำถูกตลอดเวลาอาจหมายถึงเราไม่ได้เติบโตหรือก้าวออกจากพื้นที่เดิม (Comfort Zone) [01:14]กฎ 85%: สัดส่วนที่เหมาะสมในการเรียนรู้คือ ทำถูก 85% และทำผิด 15% หากทำผิดมากเกินไป (เช่น 30%) จะทำให้เสียกำลังใจและลดแรงจูงใจในการฝึกฝน [03:51]Growth Mindset vs Fix Mindset: * คนที่มี Growth Mindset จะเห็นความผิดพลาดเป็นโอกาสในการพัฒนา [17:59]คนที่มี Fix Mindset จะมองความผิดเป็นเรื่องน่าละอายและสะท้อนถึงความด้อยความสามารถที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทำให้ปิดกั้นการเรียนรู้ [15:16]2. กลไกของสมองและความผิดพลาดปฏิกิริยา 2 จังหวะ: เมื่อทำผิด วินาทีแรกทุกคนจะรู้สึกแย่เหมือนกัน แต่ในวินาทีถัดมา สมองจะแยกเป็นสองทาง: ทางหนึ่งคือพยายามทำความเข้าใจและแก้ไข (เรียนรู้ได้) อีกทางหนึ่งคือพยายามปกป้องตัวเองและปิดกั้น (เรียนรู้ไม่ได้) [09:51]ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity): สมองสามารถเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต แต่การฝึกสมองไม่เหมือนการฝึกกล้ามเนื้อที่ทำท่าเดิมซ้ำๆ แต่ต้องอาศัย “ความแปลกใหม่และความท้าทาย” ที่ยากกว่าเดิมเล็กน้อยอยู่เสมอ [20:54]3. วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการทำผิดซ้ำการทบทวนและสรุปบทเรียน: เมื่อเกิดความผิดพลาด ต้องมีกระบวนการวิเคราะห์ว่าผิดที่จุดไหน และจะปรับปรุงวิธีคิดหรือวิธีทำอย่างไรในครั้งหน้า [06:44]ก้าวเล็กๆ ในพื้นที่การเรียนรู้: เลือกเรื่องที่ต้องการแก้ไข แล้วฝึกฝนในระดับความยากที่พอเหมาะ (มีโอกาสผิด 15%) และทำอย่างสม่ำเสมอ [24:01]สื่อสารเพื่อตอกย้ำ: การบอกกล่าวหรือเขียนเรียบเรียงแนวทางการพัฒนาตนเองให้ผู้อื่นรับรู้ จะช่วยตอกย้ำระบบความคิดใหม่ในสมองและสร้างแรงกระตุ้นให้ทำให้สำเร็จ [25:43]4. ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องปมค้างใจ: บางครั้งความผิดซ้ำซากอาจเกิดจากปมในอดีตที่ทำให้เราสูญเสียความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ซึ่งต้องอาศัยการเยียวยาจากภายในควบคู่ไปด้วย [29:16]การตัดสินใจ: ความผิดพลาดมักเกิดจากการตัดสินใจขณะสมองล้า หรือถูกกดดันด้วยเวลา ควรตัดสินใจเรื่องสำคัญในช่วงที่สมองสดชื่น และสร้างกฎเกณฑ์ง่ายๆ สำหรับเรื่องไม่สำคัญเพื่อประหยัดพลังงานสมอง [35:54]

    สรุปสั้นๆ: หัวใจสำคัญของการไม่ทำผิดซ้ำคือการมี “สติ” ในการยอมรับความผิดพลาด ไม่ตำหนิตัวเองจนเกินไป แต่ให้นำความผิดนั้นมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงภายใต้ความเชื่อว่าเราสามารถพัฒนาได้เสมอครับ

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    สรุปเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลในหัวข้อ “ทบทวนชีวิต คิดอย่างไร ถ้าอยากเตรียมตัวตายให้ดี” โดยหมอเวช (นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล) ซึ่งเป็นภาคต่อจากการพูดถึงหนังสือ A Year to Live มีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

    1. ประเภทของการทบทวนชีวิต (Life Review)

    การทบทวนชีวิตสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักตามสถานการณ์และวัตถุประสงค์:,

    แบบอัตโนมัติ (NDE): เกิดขึ้นฉับพลันในผู้ที่มีประสบการณ์เฉียดตาย (Near-Death Experience) ภาพเหตุการณ์สำคัญจะไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยมีคุณสมบัติพิเศษคือเราจะรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนรอบข้างในเหตุการณ์นั้นได้อย่างลึกซึ้ง และมักเห็นภาพความผิดพลาดของตัวเองผ่านสายตาแห่งความเมตตาโดยไม่ตัดสิน,แบบมีเวลาจำกัด: ทำเมื่อรู้ตัวว่าเหลือเวลาอีกไม่นาน (เช่น ป่วยระยะสุดท้าย หรือลองสมมติว่าเหลือเวลา 1 ปี) มักเน้นการสะสางเรื่องค้างคาใจ การให้อภัย และการเตรียมตัวจากไปอย่างสงบ,แบบพัฒนาตนเอง: ทำเพื่อเรียนรู้จักตัวเองและเติบโตขึ้น แม้จะยังไม่ใกล้ตาย โดยทบทวนตามช่วงวัยหรือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เพื่อสร้างอิสรภาพภายในใจ,,2. เทคนิคและแนวทางการทบทวนชีวิตใช้ร่างกายและจิตใจที่ผ่อนคลาย: ควรทำควบคู่ไปกับการ หายใจด้วยท้อง เพื่อสร้างสภาวะผ่อนคลาย และใช้ เมตตาภาวนา (ความรักความเมตตา) เข้ามาช่วยเมื่อต้องเผชิญกับ “ด้านมืด” หรือเรื่องที่น่าเกลียดของตัวเองที่เรามักจะเก็บกดไว้ความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก: ในการให้อภัยหรืออโหสิกรรม ห้ามบังคับตัวเองว่าต้องให้อภัยทันที แต่ให้ตั้ง “เจตนา” ที่จะให้อภัยและยอมรับความจริงหากใจยังไม่พร้อม ซึ่งต้องใช้เวลาในการเยียวยาบาดแผลข้างในก่อนการเปลี่ยนบาดแผลเป็นต้นทุน: เมื่อเรากล้าเดินเข้าไปเผชิญกับความเจ็บปวดหรือความโกรธในอดีตและเยียวยามันได้ พลังงานเหล่านั้นจะกลายเป็นพลังชีวิตและช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของชีวิตได้ลึกซึ้งขึ้น,,3. ข้อคิดสำคัญในการเตรียมตัวตายอย่ารอจนถึงนาทีสุดท้าย: การทบทวนและสะสางเรื่องค้างใจควรทำตั้งแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ยังมีแรงและมีสติครบถ้วน เพราะในวาระสุดท้ายเราอาจไม่มีโอกาสได้ทำ,ตั้งคำถามนำทาง: ลองถามตัวเองว่า “มีอะไรที่ฉันจะทำได้บ้าง เพื่อให้สามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างสงบสุขมากขึ้น เพื่อจะได้ตายอย่างสงบ” แล้วปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ ไหลเข้ามาเพื่อการทบทวน,ความไม่แน่นอนของความทรงจำ: ความทรงจำไม่ใช่ภาพวิดีโอที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถูกแต่งแต้มด้วยอารมณ์ในขณะนั้น การถอยออกมามองในมุมที่กว้างขึ้นจะช่วยให้เราเห็นมุมมองของคนอื่นและเกิดความเข้าใจใหม่ได้4. การรับมือกับความกลัวและความค้างคาใจความกลัวตายมักซ่อนความกลัวการถูกตัดสินหรือความละอายใจไว้ การเยียวยาระดับลึกจะช่วยคลี่คลายความกลัวนี้ได้หากผู้ที่เราอยากขอโทษไม่อยู่แล้ว (เสียชีวิตหรือหายไป) สามารถใช้วิธีสร้างภาพในใจเพื่อกล่าวคำขอโทษและขออโหสิกรรม เพื่อปลดปล่อยใจเราให้เป็นอิสระสำหรับคนใกล้ตัวที่ไม่ยอมคุยเรื่องความตาย อาจเริ่มจากประเด็นง่ายๆ อย่างการวางแผนการดูแลทางการแพทย์ (เช่น สมุดเบาใจ) หรือการทำพินัยกรรม

    สรุปแก่นสำคัญ: การทบทวนชีวิตคือเครื่องมือในการ “ปิดจบสิ่งค้างใจ” และเปลี่ยนความทุกข์ในอดีตให้เป็นปัญญา เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันได้อย่างมีสติและเผชิญกับวาระสุดท้ายด้วยหัวใจที่เปิดรับและสงบสุข

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    สรุปเนื้อหาจากรายการ “ปลดล็อกกับหมอเวช” หัวข้อ “ใช้ชีวิตราวกับเป็นปีสุดท้าย” โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

    1. ที่มาและแรงบันดาลใจเนื้อหาได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ “A Year to Live” ของ Stephen Levine ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายแนวคิดหลัก: การรู้วิธีเผชิญหน้ากับความตายจะช่วยให้เราทบทวนวิถีชีวิตที่ดำเนินอยู่ และทำให้มองเห็นตัวเองชัดขึ้นการเตรียมตัวตายถือเป็น กระบวนการพัฒนาปัญญา ซึ่งมีปรากฏทั้งในคำสอนของปราชญ์ตะวันตกอย่างโซเครตีส และในพุทธศาสนาเรื่อง “มรณานุสติ”2. การใช้ชีวิตแบบ “ละเมอเดิน” (Sleepwalking)โดยธรรมชาติ มนุษย์มักคิดว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัวและ “ไม่ใช่ฉัน” ทำให้เกิดการปฏิเสธความจริงการปฏิเสธความตายทำให้เราใช้ชีวิตแบบ “ละเมอเดิน” คือทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว ไม่เข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริง และมองไม่เห็นผลกระทบระยะยาวของการกระทำของตนเอง3. สิ่งที่จะเปลี่ยนไปเมื่อสมมติว่าเหลือเวลาเพียง 1 ปี

    การตั้งคำถามว่า “ถ้าปีนี้เป็นปีสุดท้าย อะไรจะต่างไป?” ส่งผลดีต่อชีวิตหลายด้าน:

    การจัดลำดับความสำคัญ: ช่วยให้โฟกัสได้ดีขึ้นว่าอะไรคือสิ่งสำคัญและมีคุณค่าจริงๆการลดละอัตตา: เมื่ออยู่ใกล้ความตาย สถานะทางสังคม หน้าตา ทรัพย์สิน และอำนาจจะมีความสำคัญลดน้อยลงความสัมพันธ์และการให้อภัย: เกิดความต้องการเคลียร์ความรู้สึกค้างคาใจกับคนใกล้ชิด อยากให้อภัยทั้งผู้อื่นและตนเองการจัดการพื้นที่ชีวิต: มีความต้องการเคลียร์ของรกๆ ในบ้าน และสิ่งรกใจออกไปเพื่อให้ชีวิตสงบสุข4. ปรากฏการณ์ “ทบทวนชีวิต” (Life Review)ในผู้ที่มีประสบการณ์เฉียดตาย (NDE) มักเกิดสภาวะที่ความทรงจำตลอดชีวิตไหลย้อนกลับมาอย่างรวดเร็วในสภาวะนี้ เราจะรับรู้ถึงแรงจูงใจของตัวเอง และ รับรู้ความรู้สึกของคนรอบข้างหรือคู่กรณีได้ลึกซึ้ง กว่าปกติ ซึ่งช่วยให้เกิดการปล่อยวางและเข้าใจธรรมชาติมนุษย์5. แนวทางปฏิบัติและคำแนะนำตรวจสอบ Baseline: ก่อนเริ่มการทดลอง ให้ลองบันทึกว่าปัจจุบันเรามองตัวเองอย่างไร เราคือใคร และอยากเป็นคนแบบไหน เพื่อเปรียบเทียบผลหลังจบการทดลองไม่ต้องรอให้ใกล้ตาย: เราสามารถเริ่มต้นทำในสิ่งที่ให้คุณค่าและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ตั้งแต่วันนี้โอบกอดอารมณ์: โดยเฉพาะความโกรธ เพราะภายใต้ความโกรธมักมีความเจ็บปวด ความกลัว หรือความต้องการปกป้องตัวเองซ่อนอยู่ การยอมรับอารมณ์จะช่วยให้เกิดการเยียวยาได้การจัดการความสูญเสีย: หากรู้สึกว่างเปล่าจากการเสียคนรัก ให้กลับมาค้นหาจุดหมายของชีวิตและสิ่งที่มีคุณค่าในปัจจุบันเพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่างนั้น

    บทสรุป: การตระหนักถึงความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรา “ใช้ชีวิตแบบรู้ตัวดีขึ้น” ช่วยตรวจสอบระบบคุณค่าในชีวิตใหม่ และลดความเสียดายเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงจริงๆ

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    สรุปเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับ “การตัดสินใจให้ดีขึ้น” โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

    1. อิทธิพลของอารมณ์กับการตัดสินใจอารมณ์ไม่ใช่ศัตรู: ความเชื่อที่ว่าการตัดสินใจที่ดีต้องใช้เหตุผลล้วนๆ และตัดอารมณ์ทิ้งไปนั้นไม่ถูกต้อง งานวิจัยทางสมองพบว่าหากสมองส่วนอารมณ์เสียหาย มนุษย์จะสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจแม้ในเรื่องง่ายๆ [03:10]ใช้ประโยชน์จากอารมณ์: หากเรารู้จักสังเกตและใช้ข้อมูลจากอารมณ์อย่างเหมาะสม (ใช้ให้เป็น) จะช่วยให้เราตัดสินใจได้รอบด้านขึ้น [04:13]2. หลักคิด 3 + 1 เพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นวิธีที่ 1: เปลี่ยนคำถามจาก “จะเกิดอะไรขึ้น” เป็น “ถ้าเกิด…ฉันจะทำอย่างไร”การถามว่า “มันจะแย่ไหม” จะกระตุ้นความกลัวและความรู้สึกควบคุมไม่ได้การวางแผนรองรับ (Scenario Planning) ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ A, B หรือ C เราจะจัดการอย่างไร จะช่วยให้เรารู้สึกมีอำนาจในการจัดการและลดความกังวล [07:29]วิธีที่ 2: เพิ่มทางเลือก (Expand your options)อย่าติดกับดักการตัดสินใจแบบ “ทำ หรือ ไม่ทำ”, “ซื้อ หรือ ไม่ซื้อ”ให้ถอยออกมามองภาพกว้าง เช่น แทนที่จะคิดว่า “จะซื้อรองเท้านี้ไหม” ให้คิดว่า “จะซื้อรองเท้านี้ หรือจะเอาเงินไปนวดเท้า หรือจะไปดูร้านอื่น” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น [09:15]วิธีที่ 3: คิดจากอนาคตย้อนกลับมา (Future Perspective)ลองสมมติตัวเองไปอยู่ในอนาคต (10 วัน, 10 เดือน, 10 ปีข้างหน้า) แล้วมองย้อนกลับมา [16:14]ถามตัวเองว่า หากการตัดสินใจครั้งนี้ล้มเหลว สาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคืออะไร? วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็น “จุดบอด” หรือความเสี่ยงที่เราอาจมองข้ามไปในตอนแรก [14:59]วิธีที่ 4: การหายใจเพื่อปรับสมอง (+1)งานวิจัยพบว่าการ “หายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า” (เช่น สูตร 3-1-5) ติดต่อกัน 2 นาที ช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ [19:23]การทำเช่นนี้จะส่งสัญญาณผ่านระบบประสาทว่าร่างกายอยู่ในสภาวะปลอดภัย ทำให้สมองส่วนตัดสินใจทำงานได้ดีขึ้น [22:26]3. กับดักและข้อควรระวัง

    อคติจากข้อมูลชุดแรก: มนุษย์มีแนวโน้มเชื่อข้อมูลชุดแรกที่ได้รับและปิดกั้นข้อมูลที่ขัดแย้ง ต้องหมั่นตรวจสอบว่าเรากำลังตกหลุมพรางนี้หรือไม่ [29:26]

    พลังงานสมองมีจำกัด: การตัดสินใจมากเกินไปในหนึ่งวันทำให้ “สมองล้า” (Decision Fatigue) เราจึงมักตัดสินใจแย่ลงในช่วงท้ายของวัน [31:06]

    จัดระบบเรื่องเล็ก: ควรสร้างกิจวัตรในเรื่องเล็กๆ (เช่น กินอะไรตอนเช้า) เพื่อเก็บพลังงานสมองไว้ใช้กับเรื่องสำคัญ [32:13]

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

    วิดีโอนี้โดยคุณหมอเวช นำเสนอแนวคิดเรื่อง “การบริหารพอร์ตความสุข” (Happiness Portfolio) ซึ่งเปรียบเทียบการหาความสุขกับการลงทุน เราไม่ควรฝากความหวังไว้ที่ความสุขรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว (เช่น เงินทอง หรือความสนุกชั่วคราว) แต่ควรจัดสรร “พอร์ต” ชีวิตให้มีความสมดุล เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของโลก โดยอ้างอิงหลักการจากจิตวิทยาเชิงบวกที่แบ่งความสุขออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่:

    ความสุขจากความรู้สึกดี (Positive Emotion): ความสุขทางประสาทสัมผัส ความรื่นรมย์ การขอบคุณสิ่งดีๆ รอบตัว และความเชื่อมโยงกับธรรมชาติความสุขจากการจดจ่อ (Engagement / Flow): ภาวะที่ได้ทำกิจกรรมที่ชอบจนลืมเวลา เกิดสมาธิและความเพลิดเพลิน เช่น การทำงานศิลปะ เล่นกีฬา หรือแม้แต่การทำงานบ้านด้วยความตั้งใจความสุขจากความสัมพันธ์ (Relationships): การมีความรัก ความผูกพัน และความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตมนุษย์ความสุขจากการมีความหมาย (Meaning): การใช้ชีวิตเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง การเป็นผู้ให้ การทำประโยชน์เพื่อสังคม หรือการปฏิบัติตามหลักศาสนาความสุขจากความสำเร็จ (Accomplishment): ความภูมิใจที่ทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเงินทอง แต่เป็นความสำเร็จในแบบที่ตนเองนิยาม

    การมี “พอร์ตความสุข” ที่กระจายความเสี่ยงไปในหลายๆ ด้าน จะช่วยให้เราประคองจิตใจได้ดีขึ้นเมื่อด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตประสบปัญหา

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom
    สอบถามที่ LINE @morprawate

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง
    ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate

  • ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม
    สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com
    สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom
    สอบถามที่ LINE @morprawate